"นายกฯ" รับยิ่งคุ้ยยิ่งเจอปัญหาทุจริต มองระบบตรวจสอบ-ป้องกันยังมีปัญหา เร่งเดินหน้าแก้ไข หวังแก้ปัญหาประมูลโครงการภาครัฐได้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนว่า เรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ วันนี้มีคณะกรรมการอยู่แล้ว ถือเป็นวาระแห่งชาติ และทำมาต่อเนื่อง วันนี้ก็มีปัญหาอีกมากมายยิ่งทำก็ยิ่งเจอ ยิ่งทำก็ยิ่งพบ แต่ไม่ใช่ว่าพบการทุจริตเพิ่มมากขึ้นนะ แต่เป็นพบว่าระบบมันยังมีปัญหาอยู่ การตรวจสอบทุจริตนั้นก็ยังดำเนินการต่อไป ถ้าเจอก็จับเจอก็ลงโทษ ถ้าทำไม่ได้ก็ทำต่อไปมันไม่มีอะไรที่ทำได้เร็ว มันต้องใช้หลายๆกลไกด้วยกัน
“แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือระบบ วันนี้ผมก็มาคิดดูปรึกษากับท่านรองนายกรัฐมนตรีและก็ฝ่ายกฎหมายดูว่าจะทำยังไงให้ระบบมันดี ให้มันดีขึ้น มันสามารถที่จะตรวจสอบได้ สามารถที่จะป้องกันการทุจริตได้ ในการทำโครงการต่างๆของรัฐบาล เราก็มี ป.ย.ป. อยู่แล้วล่ะแล้วก็มี บยศ. (คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์) คือบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ที่มันขับเคลื่อนที่มันติดขัดนะ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่วต่อว่า นอกจากนี้จะผลักดันกฎหมายเชิงรุก เราก็ป้องกันได้พอสมควร อุดช่องว่างได้ พอสมควร แต่ปัญหาอีกอันหนึ่งที่เราเจอกันมานี้ก็คือการทุจริตในระบบการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งหลายอย่างมันทำถูกทั้งหมด แต่ที่ผิดมันผิดนอกระบบ มันไม่ผิดก่อนเข้ามาในกระบวนการเช่น การสมยอมราคา (การฮั้วประมูล), การกำหนดราคากลางที่ไม่เป็นมาตรฐาน, การกำหนดขอบเขตงาน (TOR) ที่ไม่ชัดเจน – ล็อคสเปค หรือ การจัดซื้อผ่านตัวแทนจำหน่าย เหล่านี้เป็นต้น 2 ปีกว่า ที่ผ่านมา ระบบเหล่านี้ได้แก้ไขไปตามลำดับ ได้มีการพัฒนาระบบการจัดซื้อภาครัฐ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ซึ่งมีกำหนดแนวทางการจัดหาพัสดุ ด้วยวิธี “ตลาดอิเล็กทรอนิกส์”(e-Market) และด้วยวิธี “ประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์” (e-Bidding) ทำให้เราสามารถประหยัดงบประมาณแผ่นดิน ได้ราว 70,000 ล้านบาท นะครับที่ผ่านมา อย่าหาว่าเราไม่ได้แก้ไข้นะ นี้ได้เงินคืนมา 7 หมื่นกว่าล้านทั้งนี้การจัดทำข้อตกลงคุณธรรม ใน 35 โครงการ ช่วยประหยัดงบประมาณ ได้กว่า 2,000 ล้านบาท และได้กำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการก่อสร้างภาครัฐ ที่เรียกว่า CoST ของประเทศอังกฤษ เข้ามาใช้ด้วย เพื่อเกิดความโปร่งใส ในทุกขั้นตอน ปัจจุบันมี 7 โครงการ วงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท รวมทั้งมีการผลักดันพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐฯ เพื่อจะให้มีผลบังคับใช้ต่อไปด้วย
โดยในอนาคตอันใกล้นี้ผมจะต้องกำหนดหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับในเรื่องของการเสนอราคาไม่ว่าจะเป็นแบบ Local Bidding หรือ แบบ International Bidding ให้มีความชัดเจนขึ้น เช่น โครงการก่อสร้าง ที่สูงกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป ผมจะแต่งตั้ง Super Board เป็นคณะกรรมการเพื่อจะกำกับดูแลในเรื่องนี้ ให้มีการสอบทานกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด ที่ทำแล้วยังไม่จบจะต้องเข้าไปตรวจสอบ อันที่จะทำใหม่ก็ต้องเข้าไปดูแลได้ ทั้งราคากลาง งานก่อสร้าง ของภาครัฐและรัฐวิสาหะกิจด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ กล่วต่อว่า อีกชั้นหนึ่งในทุกขึ้นตอนที่มีข้อสงสัย ถ้ามันสงสัยตรงไหนก็แก้ไข้ตรงนั้น ถ้ามันผิดทุจริตก็ส่งดำเนินคดีไป ไม่งั้นมันก็ติดไปหมดแหละ ทำเสร็จไปแล้วก็ทุจริตแล้วก็หาหลักฐานไม่ได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็คิดแล้วคิดอีกก็หารือร่วมกันกับท่านรองนายกรัฐมนตรี ทั้งฝ่ายกฎหมายด้วยอะไรด้วยและหลายๆท่าน ก็ได้คำตอบมาว่าเราต้องปรับปรุงตรงนี้ซึ่งจะต้องประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ - องค์กรวิชาชีพ - นักวิชาการ - และผู้ทรงคุณวุฒิ
“ผมก็ได้สั่งการให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.), ป.ป.ช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปศึกษาความเป็นไปได้ในการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอายุความ ในคดีทุจริตโดยให้เริ่มนับตั้งแต่ เมื่อปรากฏหลักฐานการทุจริต ไม่ใช่นับจาก วันที่กระทำผิด ก็ไปดูซิว่าทำได้ไหม” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว





