ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลฯ แก่ลูกจ้างประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน คาดพร้อมประกาศใช้ภายใน 1 เดือน
นายสุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (7 ก.พ.) เห็นชอบกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ
เนื่องจากอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่ายตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2558 ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน กำหนดจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาลกรณีลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงานในเบื้องต้น 50,000 บาท และในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยรุนแรงหรือเรื้อรัง จ่ายเพิ่มได้สูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท
ยังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อเป็นบรรเทาความเดือดร้อนแก่ลูกจ้างและผู้อยู่ในอุปการะของลูกจ้าง เมื่อลูกจ้างเจ็บป่วยเป็นโรคต่างๆ เนื่องจากการทำงาน จำเป็นที่จะต้องได้รับการรักษาพยาบาล ซึ่งร่างกฎกระทรวงใหม่ ได้ขยายอัตราค่ารักษาพยาบาลให้แก่ลูกจ้างในกรณี
โดยร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่ ที่เสนอได้กำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงานและการบาดเจ็บมีความรุนแรง สำหรับอัตราค่ารักษาพยาบาลสูงเกินกว่า 1 ล้านบาท กรณีเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงสิ้นสุดการรักษา อีกทั้งกำหนดให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นจนสิ้นสุดการรักษา ในกรณีลูกจ้างมีความจำเป็นหรือมีเหตุผลสมควรที่ไม่สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรก แต่ภายหลังได้เข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐก็ให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงจนสิ้นสุดการรักษา
มีผลบังคับใช้ภายใน 1 เดือน
ขณะนี้กองทุนเงินทดแทนมีเงินสะสมทั้งหมด 51,316 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสมทบจากนายจ้าง 35,641 ล้านบาท และดอกผลสะสมจากการลงทุน 15,675 ล้านบาท ซึ่งพบว่าปี 2559 ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินทดแทน 90,451 คน แบ่งเป็นกรณีตาย 584 คน ทุพพลภาพ 9 คน สูญเสียอวัยวะบางส่วน 1,298 คน หยุดงานเกิน 3 วัน 26,902 คน และหยุดงานไม่เกิน 3 วัน 61,658 คน และจ่ายเงินทดแทนแล้วประมาณ 2 พันล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การเสนอปรับแก้ไขร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลฯ จะเพิ่มวงเงิน เชื่อว่า จะไม่กระทบต่อกองทุนเงินทดแทนอย่างแน่นอน แม้ว่า สปส.จะต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่เราก็มีผลตอบแทนจากการลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่ง สปส. คำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของลูกจ้างที่มีความจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาที่ดีตามเทคโนโลยีทีทันสมัย ทำให้ชีวิตของลูกจ้างมีความมั่นคงขึ้น
ทั้งนี้ จะทำการแก้ไขตามที่ ครม. เสนอแนะ เพื่อส่งต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา และเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนามประกาศใช้ คาดว่าภายใน 1 เดือนจะบังคับใช้ได้
เก็บเงินนายจ้างฝ่ายเดียว
สำหรับจัดเก็บเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน เป็นการเก็บเงินสมทบจากนายจ้างเพียงฝ่ายเดียว กำหนดให้นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป มีหน้าที่ขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทน และจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน โดยในปีแรกนายจ้างแจ้งประมาณการจำนวนเงินค่าจ้างรวมทั้งปี เพื่อให้ สปส. จะได้ออกใบประเมินเงินสมทบประจำปี (กท.26 ก) ให้จ่ายเงินสมทบภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีการจ้างลูกจ้างทำงาน
ในปีถัดไปกำหนดให้นายจ้างต้องรายงานค่าจ้างที่จ่ายจริงของปีที่ผ่านมาภายในเดือนก.พ.ของปีนั้น และปรับปรุงเงินสมทบให้ตรงกับข้อเท็จจริง หากค่าจ้างที่จ่ายจริงมากกว่าที่ประเมินไว้ครั้งแรกหรือปีที่ผ่านมา ก็จะถูกเรียกเก็บเงินสมทบเพิ่มเติม จ่ายภายในวันที่ 31 มี.ค. แต่หากจ่ายเงินสมทบเกินจากค่าจ้างจริง ก็จะคืนเงินสมทบที่เกินไปให้
ช่วง 4 ปีแรก อัตราเงินสมทบที่ใช้เรียกเก็บจากนายจ้างจะใช้อัตราเงินสมทบหลัก ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 0.2-1.0% ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของแต่ละประเภทกิจการ เพื่อให้นายจ้างให้ความสนใจในการจัดสถานที่ทำงานที่ปลอดภัย และเมื่อนายจ้างจ่ายเงินสมทบตามอัตราเงินสมทบหลัก 4 ปีติดต่อกันแล้ว จะมีการคำนวณอัตราส่วนการสูญเสียและนำไปเปรียบเทียบกับตารางลด-เพิ่มอัตราเงินสมทบเพื่อนำมากำหนดอัตราเงินสมทบ โดยปรับลดลงหรือเพิ่มขึ้นจากอัตราเงินสมทบโดยจะเริ่มจ่ายเงินสมทบตามอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ ตั้งแต่ปีที่5 เป็นต้นไป
ทั้งนี้ กองทุนเงินทดแทน ให้ความคุ้มครองแก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน จนเป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บ เจ็บป่วย สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ สูญหายหรือถึงแก่ความตาย เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายเจ็บป่วยหรือสูญหายเนื่องจากการทำงาน โดยนายจ้างมีหน้าที่แจ้งการประสบอันตราย เจ็บป่วยหรือสูญหายต่อ สปส. ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่นายจ้างทราบ และลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิมีหน้าที่ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนภายใน 180 วันนับแต่วันที่ประสบอันตราย เจ็บป่วยหรือสูญหาย แล้วแต่กรณี โดยกองทุนเงินทดแทน จะจ่ายเงินทดแทนแก่ลูกจ้างแทนนายจ้ำง ให้สามารถเลี้ยงชีพได้ด้วยตนเอง





