"รถดับเพลิงฉาว" 72 คัน แอบเติมน้ำมันหลวง โดยถ่ายเทจากรถราชการคันอื่น ชี้ผิดกม. เหตุยังไม่มีป้ายทะเบียน เผยอุปกรณ์รถใหญ่บางส่วนเสื่อมสภาพแล้ว
ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.) รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้รถดับเพลิง ชนิด 4x4 พร้อมเครื่องสูบน้ำชนิดแบกหาม ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่น L200 จำนวน 72 คัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มรถดับเพลิงที่นำออกมาจากบริษัทเทพยนต์ อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี 176 คัน ที่กองโรงงานช่างกล สำนักการคลัง กทม.ดำเนินการซ่อมบำรุง เพื่อเข้าประจำการสถานีดับเพลิงหลัก 35 สถานีในกรุงเทพฯ โดยกทม.ได้ทยอยนำรถออกมาล็อตแรก 35 คัน เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2558 และล็อตที่ 2 อีก 37 คัน เมื่อวันที่ 11 พ.ย.2558 นั้น ปัจจุบันกทม.นำออกมาใช้งานเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถลงรายละเอียดการเบิกน้ำมันตามระเบียบของราชการได้ ทำให้ขณะนี้ใช้วิธีการเติมน้ำด้วยการถ่ายเทจากรถที่ใข้งานราชการคันอื่น เพื่อวิ่งรถให้บริการไปก่อน เนื่องจากรถดังกล่าวยังไม่มีป้ายทะเบียนที่ออกจากกรมการขนส่ง ซึ่งการนำรถออกมาใช้ในปัจจุบันนั้น ถือว่าเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ตามมาตรา 6 ข้อหาใช้รถที่ยังไม่ได้จดทะเบียน มีโทษ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
รายงานข่าวแจ้งว่า อย่างไรก็ตาม การซ่อมบำรุงรถดับเพลิงขนาดใหญ่ อีก 105 คันที่นำออกมาพร้อมกันนั้น อยู่ระหว่างการร่างประกวดราคา (ทีโออาร์) ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ นอกจากนี้ ยังพบว่าอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยที่จัดซื้อในล็อตเดียวกันขณะนี้จัดเก็บที่ท่าเรือกรุงเทพ คลองเตย ตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งประกอบด้วย ชุดดับเพลิงออกปฏิบัติการ ชุดดับเพลิงเคมี เครื่องช่วยหายใจจำนวน 350 ชุด ที่มีอายุการใช้งาน 10-12 ปี เครื่องอัดอากาศเครื่องช่วยหายใจจำนวน 5 ชุด ต้องมีการบำรุงรักษาทำความสะอาดถัง และอะไหล่อุปกรณ์อื่นๆ จำนวน 2 ตู้คอนเทนเนอร์ และที่คลังเก็บสินค้าของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นสถานที่เก็บอะไหล่และอุปกรณ์ต่างๆ 3 หีบห่อนั้น ซึ่งมีอายุการใช้งาน 5 ปี จากการตรวจสอบมีการเสื่อมสภาพและใช้การไม่ได้ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ไม่มีการผลิตออกมาจำหน่ายแล้ว
รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ภายหลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)มีคำสั่ง ให้มีการยกเว้นภาษีอากร เพื่อให้ กทม.นำ รถดับเพลิงจำนวน 139 คัน ออกมาซ่อมแซมเพื่อใช้งาน เนื่องจากยังอยู่ในสภาพดี จากนั้นเมื่อวันที่ 12 ม.ค.2560 การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมรับฟังความชัดเจนและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการนำรถดับเพลิง จำนวน 139 คัน ออกจากการดูแลของท่าเรือแหลมฉบัง ที่สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง โดยมีผู้เกี่ยวข้อง 4 ฝ่าย ได้แก่ กทม. ท่าเรือแหลมฉบัง การท่าเรือแห่งประเทศไทย กรมศุลกากร บริษัท นามยงค์ เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาในคำสั่ง คสช. โดยให้กทม.ดำเนินการปลดภาษีให้ครบถ้วน ซึ่งดำเนินการตามพิธีการของกรมศุลกากร เพื่อไม่ต้องเสียภาษี และเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จให้นำหลักฐานไปยื่นขอนำรถดับเพลิงออกที่ท่าเรือ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรถดับเพลิงที่อยู่ในความดูแลบริษัทนามยงค์ฯ
อย่างไรก็ตาม ตัวแทนบริษัทนามยงค์ฯ ยืนยันคัดค้านยังไม่ให้นำรถออก เนื่องจากบริษัทนามยงค์ฯได้ยืนยันค่าเช่าที่จอดรถอยู่ที่ 427 ล้านบาท จาก 926 ล้านบาท แต่กทม.สามารถให้ได้แค่ 200 ล้านบาทเท่านั้น เนื่องจาก กทม.คิดค่าเช่านับจากวันที่อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ตัดสินคดีจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงมูลค่า 6,687 ล้านบาท เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2557 จนถึงปัจจุบัน ดังนั้นจึงมอบหมายให้สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม. และสำนักงานกฎหมายและคดี กทม. ตั้งคณะทำงานร่วมกันในการพิจารณากำหนดแนวทางการดำเนินการ ขณะเดียวกันให้สำนักงานกฎหมายและคดี ประสานพนักงานอัยการ ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองหรือศาลแพ่ง และยื่นคำขอคุ้มครองขอให้ศาลสั่งให้ กทม.สามารถนำรถดับเพลิงออกจากท่าเรือได้
“สำหรับรถดับเพลิงและรถกู้ภัย ที่จออดอยู่ท่าเรือแหลมฉบัง แยกเป็นรถดับเพลิง 67 คัน รถดับเพลิงบรรทุกน้ำขนาด 1 หมื่นลิตร 72 คัน รวม 139 คัน โดยกทม.ได้ประเมินราคาซ่อมแซมประมาณ 178 ล้าน”รายงานข่าวระบุ
ด้านนายณันทพงศ์ เชิดชู รองอธิบดีกรมขนส่งทางบก(ขบ.) เปิดเผยว่า กรณีการจดทะเบียนรถที่ถูกต้องนั้น หากมีการขออนุญาตจากขนส่งทางบก เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารกับตัวรถเป็นหลัก โดยในส่วนของการจดทะเบียน โดยเฉพาะรถที่นำเข้าหรือซื้อจากต่างประเทศจะต้องมี 1.เอกสารการนำเข้า และการเสียภาษี 2.เอกสารแสดงการเป็นเจ้าของหรือแสดงกรรมสิทธิ์ 3.เอกสารรับรองการตรวจสภาพรถ หากมีเอกสารรับรองทั้งหมด ก็สามารถดำเนินการได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ในส่วนที่ไม่สามารถจดทะเบียนได้ เกิดจากขั้นตอนการซื้อขายหรือโอนไม่เรียบร้อย ทั้งนี้ การนำรถที่ยังไม่จดทะเบียนไปใช้วิ่งบนท้องถนนถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ส่วนข้อมูลที่ตนทราบมานั้น ยังไม่มีการขออนุญาตจดทะเบียนรถดับเพลิงของ กทม.แต่อย่างใด





