ราคาน้ำมันดิบคาดจะทรงตัวในระดับสูง จากข้อตกลงการปรับลดกำลังการผลิตและค่าเงินดอลลาร์ที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 50-55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 52-57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (30 ม.ค. – 3 ก.พ. 60)
ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้คาดจะทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง หลังจากได้รับแรงหนุนจากผู้ผลิตในและนอกกลุ่มโอเปคที่ปรับลดกำลังการผลิตไปแล้วทั้งสิ้นกว่า 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากข้อตกลงที่ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ ราคายังได้รับแรงหนุนจากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงกังวลกับปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น หลังผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐเพิ่มปริมาณการขุดเจาะน้ำมันดิบขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2556 ประกอบกับ ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากโรงกลั่นน้ำมันคาดจะปรับลดกำลังการกลั่นลงในช่วงฤดูกาลปิดซ่อมบำรุง
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
- จับตาการปรับลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคว่าจะสามารถทำตามข้อตกลงได้หรือไม่ โดยล่าสุดรัฐมนตรีซาอุดิอาระเบียคาดการณ์ว่าปัจจุบันผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคลดกำลังการผลิตลงแล้ว 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือประมาณร้อยละ 80 ของทั้งหมด และคาดว่าจะสามารถทำได้ตามข้อตกลงที่ 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในสิ้นเดือนนี้ นอกจากนี้ ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบล่าสุดของซาอุดิอาระเบียปรับลดลงต่ำกว่าระดับ 10 ล้านบาร์เรลต่อวันแล้ว ทั้งนี้การประชุมเพื่อติดตามผลของข้อตกลงจะเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 17 มี.ค. 2560
- ค่าเงินดอลลาร์ ปรับตัวลดลงต่ำสุดในรอบ 7 สัปดาห์และส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันน้อยลง หลังได้รับแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของนโยบายของประธานาธิปดีคนใหม่ของสหรัฐ หรือ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาแต่อย่างใด นโยบายโดยส่วนใหญ่ที่มีการดำเนินการคือการถอนตัวจากข้อตกลง TPP และการที่จะเดินหน้าเจรจาข้อตกลง NAFTA กับประเทศสมาชิกใหม่อีกครั้ง นอกจากนี้ ยังดำเนินการที่จะสร้างกำแพงกั้นชายแดนระหว่างสหรัฐ กับเม็กซิโกด้วย
- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ยังคงทรงตัวในระดับสูง หลังสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) รายงานตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ประจำสัปดาห์สิ้นสุด ณ วันที่ 20 ม.ค. 60 ปรับเพิ่มขึ้น 2.8 ล้านบาร์เรล มาสู่ระดับ 488.3 ล้านบาร์เรล จากอัตราการกลั่นที่ปรับลดลงตามอุปสงค์ที่อ่อนตัวลง และปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ ที่ปรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบยังถูกกดดันจากปริมาณน้ำมันเบนซินที่ปรับลดลงต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ติดต่อกัน เป็นผลมาจากอุปสงค์ในสหรัฐ ที่ปรับลดลงในช่วงฤดูหนาว โดยอุปสงค์น้ำมันเบนซินอยู่ที่ระดับ 8.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าราวร้อยละ 4.7
- ปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบสหรัฐ ยังคงปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังราคาน้ำมันดิบดูไบทรงตัวในระดับสูงกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบสหรัฐ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 27 ม.ค. 60 รายงานโดย Baker Hughes ปรับตัวเพิ่มขึ้น 15 แท่น มาอยู่ที่ 556 แท่น อย่างไรก็ตาม ปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้นมากกว่าครึ่งยังคงมาจากแหล่ง Permian ส่งผลให้ Permian เป็นแหล่งผลิตขนาดใหญ่แหล่งเดียวที่มีปริมาณการผลิตน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
- ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของลิเบียมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังท่อขนส่งน้ำมันดิบที่แหล่งผลิตน้ำมัน El Sharara และ El Feel กลับมาดำเนินการอีกครั้งในเดือนธ.ค. ส่งผลให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติของลิเบียสามารถเปิดดำเนินการท่าเรือ Zawiya ซึ่งเป็นท่าเรือสุดท้ายในประเทศที่ยังปิดดำเนินการอยู่ได้ โดยล่าสุดปริมาณการผลิตปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 700,000 บาร์เรลต่อวัน โดยลิเบียตั้งเป้าหมายที่จะปรับเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเป็น 1.25 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในสิ้นปีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูงในการปรับเพิ่มกำลังการผลิต
- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จีดีพีไตรมาส 4/59 ยูโรโซน อัตราการว่างงานยูโรโซน ดัชนีภาคการผลิตสหรัฐ และ การจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (23 – 27 ม.ค. 60)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 0.75 ดอลลาร์ ปิดที่ 53.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 0.03 ดอลลาร์ ปิดที่ 55.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 54.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังได้รับแรงหนุนจากข่าวการประชุมในวันที่ 21-22 ม.ค. 60 เพื่อติดตามผลการปรับลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปค ซึ่งมีการเปิดเผยออกมาว่าผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคสามารถลดกำลังการผลิตได้แล้วรวมทั้งสิ้น 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ ซาอุดิอาระเบียและคูเวตปรับลดกำลังการผลิตมากกว่าที่ได้ตกลงไว้ อย่างไรก็ดี ตลาดยังคงกังวลกับการปรับเพิ่มขึ้นของแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต
-----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999





