วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครม.ไฟเขียวเว้นภาษีซ่อมบ้าน-รถยนต์น้ำท่วมใต้

"ครม." เห็นชอบยกเว้นภาษีซ่อมแซมบ้าน-รถยนต์ให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมใต้ ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 59-31 พ.ค.60 ประเมินความเสียหายอยู่ที่ 1.5 หมื่นลบ.

นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ในวันนี้ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบอุทกภัยในภาคใต้ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2559 – 31 พฤษภาคม 2560 ประกอบด้วย

1.มาตรการยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ โดยกำหนดยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับผู้มีเงินได้ที่เป็นบุคคลธรรมดา สำหรับเงินได้เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซม หรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ ห้องชุดในอาคารชุดหรือทรัพย์สินที่ประกอบติดตั้งในลักษณะถาวรกับห้องชุดตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่รวมแล้วไม่เกิน 100,000 บาท

2.มาตรการยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมรถยนต์ สำหรับบุคคลธรรมดา ที่ได้จ่ายเป็นค่าซ่อมแซมหรือค่าวัสดุหรืออุปกรณ์ในการซ่อมแซมรถยนต์ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์หรือกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่วงเงินไม่เกิน 30,000 บาท

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนในการซ่อมแซมทรัพย์สินซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ในส่วนของการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐบาล คาดว่ามาตรการนี้จะมีผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีไม่มากนัก สำหรับเบื้องต้น กระทรวงการคลังได้รายงานความเสียหายด้านเศรษฐกิจ จากอุทกภัยในภาคใต้ว่า จะมีความเสียหายประมาณ15,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากในพื้นที่ประสบภัย ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม แต่ในช่วงที่ผ่านมาที่มีมูลค่าความเสียหายมาก เพราะเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. เห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอ มาตรการสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก และอนุมัติร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่องการลดอัตราอากรและยกเว้นอากรศุลกากรตามมาตรา12 แห่งพระราชกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรพ.ศ.2530 โดยให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 มกราคม 2560

โดยมาตรการดังกล่าวได้กำหนดให้ผู้ประกอบการสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า ของรายจ่ายประเภทเงินเดือนและค่าจ้างของแรงงานที่เป็นช่างเครื่องประดับที่ผลิตด้วยหรือ หรือช่างฝีมือที่ผลิตคนเดียวตลอดการผลิต โดยช่างฝีมือจะต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมกันนี้ในส่วนของมาตรการทางการเงิน จะมีการขยายเวลาดำเนินมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและการผลิตให้มีประสิทธิภาพขึ้น โดยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอียื่นขอสินเชื่อได้ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2560 หรือจนกว่าวงเงินจะหมด

ทั้งนี้ประเมินว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียเม็ดเงินรายได้ถึง 324 ล้านบาทต่อปี แต่จะทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่อยู่ที่ 400,000 ล้านบาทต่อปีได้