วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาล6แห่งเริ่มใช้ระบบประเมินความเสี่ยงผู้ต้องหาใหม่ก.พ.นี้

เผยเดือนก.พ.นี้ ศาลอาญากรุงเทพใต้,จันทบุรี,นครศรีธรรมราช,ขอนแก่นและเชียงใหม่ นำร่องทดลองใช้ระบบประเมินความเสี่ยงให้ประกันผู้ต้องหา-จำเลย

ซึ่งเป็นคดีโทษไม่เกิน5ปี โดยผ่านการให้คะแนนสอบข้อมูลส่วนตัว ติดกำไลข้อเท้าอีเอ็ม ระบบตามตัวผ่านสมาร์ทโฟน หวังลดความเหลื่อมล้ำให้โอกาสผู้ต้องหา-จำเลยยากจนไร้หลักทรัพย์ประกัน ได้สิทธิสู้คดีนอกเรือนจำ

นายอธิคม อินทุภูติ เลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงการนำระบบประเมินความเสี่ยงในการปล่อยชั่วคราวมาทดลองใช้ว่า ในช่วงเดือน ก.พ.นี้ ศาลยุติธรรมจะนำระบบประเมินความเสี่ยงในการปล่อยชั่วคราวมาทดลองใช้ ซึ่งศาลยุติธรรมสามารถดำเนินการได้เลยโดยไม่ต้องแก้กฎหมาย เพราะเป็นการออกระบบระเบียบภายใน

โดยหลักการของระบบนี้คือ เมื่อตำรวจจับตัวคนร้ายได้ก็จะมาฝากขังและคนร้ายก็มักที่จะยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราว ดังนั้นข้อมูลที่ศาลมีที่จะใช้ประกอบคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตปล่อยชั่วคราว ก็คือ คำร้องฝากขัง ซึ่งจะมีเฉพาะพฤติการณ์แห่งคดีของผู้ต้องหาและก็จะมีเหตุผลในการคัดค้านของตำรวจอยู่บ้างในตอนท้ายของคำร้องฝากขัง

ซึ่งศาลก็จะข้อมูลเพียงแค่นี้ แต่ว่าระบบประเมินความเสี่ยง เราจะมีเจ้าหน้าที่สืบเสาะข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย และประเมินเป็นคะแนนออกมาว่าจำเลยมีเสี่ยงที่จะหลบหนีหรือไม่ เช่น เป็นโสดหรือไม่ถ้าเป็นโสดโอกาสก็จะหนีมากกว่ามีครอบครัว หรือมีครอบครัวแต่งงานแล้ว หรือเคยกระทำความผิดหรือไม่ ทำงานอะไร มีงานประจำ หรือไม่มีอาชีพ คะแนนก็จะต่างกัน

จากนั้นจะนำมาประเมิน ตัวเลขก็จะบอกได้ว่าจำเลยมีความเสี่ยงที่จะหนีมากหรือหนีน้อย ซึ่งเป็นระบบที่นำมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ถ้าคะแนนประเมินความเสี่ยงบอกว่าบุคคลนี้ ไม่มีโอกาสหนีหรือโอกาสหนีน้อยมากเราก็จะให้ปล่อยชั่วคราวไปโดยไม่มีหลักประกันก็ได้ ถ้ามีความเสี่ยงอยู่บ้างเราก็อาจจะให้ประกันไปพร้อมกับใช้กำไลข้อเท้าอีเอ็ม ( E.M. - Electronic Monitoring ) หรือเครื่องมือที่เราพัฒนาอยู่ คือระบบโทรศัพท์ติดตามตัว ( S.M. – Smartphone Monitoring ) เท่ากับศาลจะได้รู้ก่อนที่จะทำคำร้องให้อนุญาตปล่อยชั่วคราวหรือไม่

เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวต่อว่า ระบบโทรศัพท์ตามตัวแบบ S.M. นั้น ปกติโทรศัพท์สมาร์ทโฟน จะมีระบบติดตามตัวอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าคนที่รายงานตัวคือตัวจริงหรือไม่ ที่เราเพิ่มเข้าไปในสมาร์ทโฟน คือระบบยืนยันตัวตนว่า คือ นาย ก. หรือ นาย ข. โดยเราจะนำมาใช้ประกอบกับระบบประเมินความเสี่ยง ซึ่งระบบเหล่านี้ทำการทดลองใช้ในศาลนำร่อง 5 แห่ง คือศาลอาญากรุงเทพใต้ , ศาลจังหวัดจันทบุรี,ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราช , ศาลจังหวัดขอนแก่น , ศาลจังหวัดเชียงใหม่ โดยจะทดลองใช้กับคดีอัตราโทษไม่เกิน 5 ปี ซึ่งถ้าได้ผลดีมีความแม่นยำพอสมควรเราก็จะขยายใช้ทั่วประเทศ

เมื่อถามว่าระบบ S.M. ที่เป็นโทรศัพท์มือถือจะใช้การได้จริงหรือไม่ นายอธิคม เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมว่า ระบบ S.M. จะใช้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด หากความเสี่ยงมีมากขึ้น ก็ยังมีตัวกำไล E.M.ที่ใช้ติดตามตัวได้ แต่ถ้าประเมินแล้วยังมีความเสี่ยงสูงอยู่ก็ยังจำเป็นต้องใช้หลักประกันเหมือนเดิม

“ ระบบนี้ นอกจากทำให้การติดตามตัวจำเลยได้ง่ายกว่าที่จะไม่มีอะไรเลย ก็ยังทำให้จำเลยที่ยากจนมีโอกาสที่จะได้รับการปล่อยชั่วคราวมากขึ้น ถ้าระบบประเมินความเสี่ยงบอกว่าเสี่ยงน้อย เราก็จะไม่เรียกประกันเลย หรือใช้กำไล E.M.และระบบตามตัว S.M. ซึ่งคาดหวังว่าการนำระบบนี้มาใช้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในส่วนของผู้ต้องหาที่ไม่มีหลักทรัพย์ในการประกันตัวได้มีโอกาสมีสิทธิในการเตรียมตัวสู้คดีจากนอกเรือนจำ ” เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวย้ำ

นอกจากนี้ นายอธิคม ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการเสนอร่างกฎหมายใหม่ของศาลยุติธรรมด้วยว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายที่สำนักงานศาลยุติธรรมกำลังทำอยู่ คือ ร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างประสิทธิภาพในการบังคับตามคำสั่งศาลในคดีอาญา พ.ศ...มีสาระสำคัญ คือให้ศาลมีอำนาจสั่งจ่ายสินบนนำจับ แก่ผู้ชี้เบาะแสจนทำให้สามารถจับกุมจำเลยที่หนีประกันได้ และให้ศาลมีอำนาจสั่งจ่ายเงินรางวัล แก่เจ้าพนักงานที่สามารถจับกุมจำเลยที่หนีประกันกลับมาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาได้ การเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ ก็เพื่อแก้ปัญหาคนหนีประกันที่ยังจับตัวไม่ได้เป็นจำนวนมาก โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของของคณะกรรมการกฤษฎีกา คาดว่าคงจะนำเข้ารับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เร็วๆนี้ ถ้าร่างกฎหมายนี้ผ่านก็จะใช้บังคับได้กับคดีทุกประเภท

เมื่อถามถึงกรณีที่มีข่าวการจับกุม พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ อดีตอายุรแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ที่หลบหนีคำพิพากษาประหารชีวิตของศาลจังหวัดเพชรบุรี ในข้อหาฐานความผิดร่วมกันฆ่าผู้อื่น ผู้จับกุมจะได้เงินสินบนนำจับตามร่างกฎหมายนี้หรือไม่

นายอธิคม เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า ถ้า นพ.สุพัฒน์ มีคดีข้อหาค้ามนุษย์ด้วยก็จะเป็นไปตามวิธีพิจารณาคดีค้ามนุษย์ ซึ่งให้จ่ายรางวัลสินบนนำจับสินบนนำจับตรงนี้เราได้นำเงินมาจากเงินในโหมดค่าปรับเงินประกันจากการบังคับคดี ก็คือเงินของผู้ต้องหาหรือจำเลย ตามกฎหมายค้ามนุษย์

ภาพ-oja.go.th