"ศาลปกครองสูงสุด" ไม่รับคำฟ้องลูกศิษย์ธรรมกาย ปมให้สั่ง "DSI" หยุดการกระทำไม่ชอบต่อพระสงฆ์ ชี้อำนาจ "DSI" เป็นไปตามวิอาญา ไม่อยู่ในอำนาจศาล
ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งยืนตามคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นไม่รับคำฟ้องที่นางคุณาภา ธำรงมาศ ลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย ยื่นฟ้อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ์ หรือพระพุทธอิสระ, นายมโน เลาหวนิช และนายไพบูลย์ นิติตะวัน กรณีขอให้มีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องทั้งสี่ระงับการกระทำการอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวกับการกล่าวหาพระสงฆ์ และสถาบันพระพุทธศาสนา โดยศาลให้เหตุผลว่า คดีนี้นางคุณาภา กล่าวหาว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใช้อำนาจสั่งการโดยไม่สุจริตให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการไม่เป็นธรรมต่อพระสงฆ์และสถาบันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นกรณีที่นางคุณาภา โต้แย้งการใช้อำนาจของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษในฐานะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษตามมาตรา 14 ประกอบมาตรา 3 พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ 2547 ในการดำเนินการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษตามมาตรา 21 พระราชบัญญัติเดียวกัน
ซึ่งการใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าว มาตรา 23 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีฐานเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
จึงเห็นได้ว่าการใช้อำนาจดังกล่าวของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นการดำเนินการของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อนำตัวผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดทางอาญามาลงโทษตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญาทั้งสิ้น ไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครอง ข้อพิพาทดังกล่าวจึงไม่ใช่คดีพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง ที่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับเอกชนอันเนื่องมาจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจกระทำการในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาศาลยุติธรรม
ดังนั้นหากนางคุณาภาเห็นว่าตนเองได้รับความเดือดร้อนเสียหาย จากกระทำของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือเห็นว่าการกระทำของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ชอบที่จะใช้สิทธิทางศาลตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ข้อพิพาทในคดีนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีค้ำองในส่วนนี้ไว้พิจารณาจึงชอบแล้ว
ส่วนที่นางคุณาภา ฟ้อง พระพุทธอิสระ นายมโน และนายไพบูลย์ โดยบรรยายฟ้องแต่เพียงว่า บุคคลทั้งหมดกระทำการละเมิดจริยธรรมอย่างรุนแรงด้วยวิธีการกล่าวหาใส่ร้ายพระสงฆ์และสถาบันพระพุทธศาสนาผ่านสื่อต่างๆโดยไม่ได้ระบุว่า บุคคลทั้งหมดกระทำการในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐในตำแหน่งใด ประกอบกับมูลเหตุแห่งการฟ้องคดีตามที่นางคุณาภาอ้าง เกิดจากการที่บุคคลทั้งสามได้แสดงความคิดเห็นตามสื่อต่างๆ อันเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นตามปกติของบุคคลทั้งสามเท่านั้น จึงเห็นว่าไม่ใช่เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติหรือกฎหมายอื่นที่มีคำเสมอพระราชบัญญัติที่จะเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือการดำเนินกิจการทางปกครองอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นข้อพิพาทระหว่านางคุณาภากับบุคคลทั้งสาม จึงไม่ใช้ข้อพิพาททางปกครอง ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542 ที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความจึงชอบแล้วศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย





