วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อธิบดีอัยการฯ'มึนข่าวสหกรณ์คลองจั่นยื่นถอนอุทธรณ์คุก

"อธิบดีอัยการคดีพิเศษ" มึนข่าวสหกรณ์คลองจั่นยื่นขอถอนอุทธรณ์คดีอาญาจำคุก ชี้แม้ผู้เสียหายมีสิทธิ์ยอมความ แต่คดีอัยการต้องพิจารณาก่อน

นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ กล่าวถึงกระแสข่าวผู้เสียหายยื่นถอนอุทธรณ์ คดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มูลค่ากว่า 22 ล้านบาท ที่มีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อายุ59ปี อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นจำเลย ว่า ตามหลักกฎหมายหากเป็นคดีที่ยอมความได้ เช่น คดียักยอกทรัพย์ ผู้เสียหายในคดีมีสิทธิ์ยื่นถอนอุทธรณ์ได้ แต่หากเป็นสำนวนที่มีการแจ้งความและอัยการส่งฟ้องต่อศาลแล้ว อัยการก็ต้องพิจารณาในรายละเอียดก่อน อย่างไรก็ดีตนยังไม่เห็นหนังสือจากผู้ที่เกี่ยวข้องหรือผู้เสียหายทางคดีมายื่นขอถอนฟ้องอุทธรณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 8 มี.ค.59 หลังจากที่นายศุภชัย ให้การรับสารภาพ และศาลมีคำพิพากษาลงโทษฐานเป็นผู้จัดการทรัพย์สิน ซึ่งได้กระทำหน้าที่โดยทุจริต และยักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.353 และ 354 ให้จำคุก 8 กระทง รวม 32 ปี แต่จำเลยรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยรวม 16 ปี โดยอัยการไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ แต่ฝ่ายนายศุภชัย จำเลยที่ยังถูกคุมขังในเรือนจำ ได้มอบอำนาจให้ทนายความยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดี มีรายงานแจ้งด้วยว่า ก่อนหน้านี้สหกรณ์ฯ ผู้เสียหาย ได้ยื่นถอนอุทธรณ์คดี เนื่องจากได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายแล้ว แต่ได้มีผู้เสียหายรายอื่นที่ไม่เห็นด้วย มายื่นคำคัดค้านการถอนฟ้องอุทธรณ์ ซึ่งศาลได้รับคำร้องไว้เพื่อส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับนายศุภชัย อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ยังมีคดีอาญา ที่อัยการ ยื่นฟ้องนายศุภชัย กับพวกรวม 12 คน เมื่อเดือน ต.ค.และ พ.ย.ที่ผ่านมา ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,343 มูลค่าความเสียหาย 5,612,237,157.62 บาท ซึ่งศาลอาญา ประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.3339/2559 และ 3734/2559 ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐาน

กับคดีที่นายศุภชัย อดีตประธานสหกรณ์ฯ,น.ส.ศรัณยา มานหมัดอดีตรองผู้จัดการสหกรณ์และนางทองพิน กันล้อม อายุ อดีตคณะผู้บริหารสหกรณ์ฯ ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน มูลค่ากว่า 1,400 ล้านบาท ที่อัยการยื่นฟ้องวันที่ 30 พ.ย. โดยศาลอาญาประทับรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำ ฟย.47/2559 ซึ่งศาลนัดตรวจพยานหลักฐานต่อไปในวันที่ 30 ม.ค.2560 เวลา 13.30 น.

และคดีอาญาที่อัยการ มีความเห็นสั่งฟ้องนายศุภชัย กับพวกรวม 4 คน ฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง และร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264,265 268,334,335 มูลค่าความเสียหาย 13,000 ล้านบาทเศษ

รวมทั้งคดีแพ่ง หมายเลขดำ ฟ.173/2559 ที่อัยการยื่นเมื่อวันที่ 8 ก.ย. ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของนายศุภชัย กับพวกตกเป็นของแผ่นดิน จากที่มีการกระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน รวมทุนทรัพย์ทั้งสิ้น 85,769,438.25 บาท ซึ่งอยู่ระหว่างการไต่สวนพยาน

และคดีหมายเลขดำ ฟ.208/2559 ที่อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 พ.ย. ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของนายศุภชัย กับพวกตกเป็นของแผ่นดิน จากที่มีการกระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน รวมทุนทรัพย์ทั้งสิ้น 1,585,000,000 บาท โดยศาลนัดไต่สวนพยาน วันที่ 20 ก.พ.2560 เวลา 09.00 น.

โดยก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 25 พ.ย. ศาลแพ่ง ได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ ด.1674/2557 ให้นายศุภชัย อดีตประธานสหกรณ์ฯ,น.ส.ศรัณยา อดีตรองผู้จัดการสหกรณ์ฯ,นายลภัส โสมคำ อดีตเลขานุการสหกรณ์ฯ และนายกฤษดา มีบุญมาก อดีตหัวหน้าฝ่ายสินเชื่อสหกรณ์ฯ กับพวกที่รับโอนเงินรวม 16 คนร่วมกันชำระเงินจำนวน 3,811,605,926.18บาท และจำนวน 321,400,000บาทให้แก่สหกรณ์ฯ โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีด้วย

ขณะที่ยังมีคดีซึ่งอัยการรอสั่งคดี ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งสพวนกล่าวหา นายศุภชัย ,นายลภัส อดีตเลขานุการสหกรณ์ฯ,น.ส.ศรันยา อดีตรองผู้จัดการสหกรณ์ฯ,นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทีมทนายความพระธัมมชโย ซึ่งมีชื่อเป็นกรรมการบริษัทเอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด เมื่อปี2552 ,นายจำลอง ทับสุวรรณ์ มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทเอ็ม-โฮมฯ เมื่อปี2552 ,นายบันลือ กองไชย มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทเอ็ม-โฮมฯ เมื่อปี2552และ2556 ,นายธวัชกิตตน์ ธนานันท์ตระกูล,นายกรณ์ฐธัน ธนานันท์ตระกูล ซึ่งทั้งสองเป็นพ่อลูกกันและเป็นกรรมการ บริษัทเอ็ม-โฮมฯ เมื่อปี2556และ บริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด ฐานร่วมกันฟอกเงิน โดยอัยการกำหนดนัดฟังคำสั่ง ในวันที่ 10 ม.ค.2560 เวลา 10.00 น.