วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'โฆษกศาลยธ.'ชี้อุทธรณ์ฎีกามีผลบังคับใช้แล้ว

"โฆษกศาลยุติธรรม" เผยแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิอาญา มาตรา 198 และ 216 ส่วนอุทธรณ์ฎีกามีผลบังคับใช้แล้ว ชี้จำเลยโทษจำคุกหนีคดีอดยื่นอุทธรณ์-ฎีกา

นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยถึงกรณีที่มีการแก้ไขพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่า ตามที่มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่32) พ.ศ.2559 โดยมีการเพิ่มเติม วรรคสามและวรรคสี่ ของมาตรา 198 และให้ยกเลิก วรรคสองของมาตรา 216 ของประมวลวิธีพิจารณาความอาญา โดยใช้ข้อความใหม่แทน ซึ่งมีเนื้อหาสรุปว่าหลังจากที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้ว จำเลยที่ต้องรับโทษจำคุก หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น และไม่ได้ถูกคุมขัง สามารถที่จะให้ทนายความใช้สิทธิ์ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาแทนได้นั้น แต่จากบทบัญญัติที่เพิ่มใหม่นี้ส่งผลให้จำเลยจะต้องมาแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา มิฉะนั้นศาลจะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์หรือฎีกาแล้วแต่กรณี

โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวอีกว่า จากบทบัญญัติดังกล่าวจะทำให้ศาลสามารถตรวจสอบได้ว่าหลังจากที่อ่านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์แล้วจำเลยยังมีตัวตนอยู่ ในขณะยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา และยังเป็นการจำกัดสิทธิจำเลยที่อยู่ระหว่างการหลบหนีไม่ให้สามารถใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ หรือฎีกาได้ โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่แก้ไขใหม่นี้จะมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 12 ธ.ค. 59 นี้เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามมาตรา 198 เดิมกำหนดในวรรคหนึ่ง และวรรคสองว่า การยื่นอุทธรณ์ ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นในกำหนด หนึ่งเดือนนับแต่วันอ่าน หรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง และให้เป็นหน้าที่ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยัง ศาลอุทธรณ์หรือไม่ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าเห็นว่าไม่ควรรับให้จดเหตุผลไว้ในคำสั่งของศาลนั้นโดยชัดเจน

แต่ส่วนที่มีการเพิ่มเติมในกฎหมายดังกล่าวให้เป็นวรรคสาม และวรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่ตามคำพิพากษาจำเลยต้องรับโทษจำคุกหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น และจำเลยไม่ได้ถูกคุมขัง จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ทั้งนี้ประธานศาลฎีกาอาจออกข้อบังคับกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแสดงตนของจำเลยก็ได้ ข้อบังคับนั้นเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา แล้วให้ใช้บังคับได้ ความในวรรคสามมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่จำเลยได้รับการรอการลงโทษจำคุก หรือรับโทษจำคุกตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว"