“พล.อ.ประยุทธ์” ลงพื้นที่ “ปทุมฯ” ติดตามการบริหารจัดการน้ำ โวน้ำไม่ท่วมปีนี้ เพราะการจัดการของ “รัฐบาล"
เมื่อเวลา 08.50 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) พร้อมด้วยพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายรอยล จิตรดอน ผอ.สถาบันสารนิเทศน้ำและการเกษตร(สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและในฐานะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิผู้ว่าฯ กทม. และนายสัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่คลองระพีพัฒน์แยกตก บริเวณประตูน้ำที่ 8 อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่การเกษตร พร้อมพบปะประชาชนและรับฟังปัญหา โดยมีนายสุรชัย ขันอาสา ผู้ว่าฯจ.ปทุมธานี ให้การต้อนรับ
โดยนายกฯ ได้กล่าวกับประชาชนว่า วันนี้คนไทยกว่า 70 ล้านคน ลำบากกว่าเราเยอะ จะทำอย่างไรให้ทุกอย่างไปด้วยกันได้ ก็ต้องฟังที่ตนพูด ต้องดูส่ิงที่รัฐบาลทำ ถ้าประชาชนมีปัญหาอะไรก็ส่งขึ้นมา และสร้างความร่วมมือกับประเทศต่างๆ บนต้นทุนความแตกต่าง อย่างข้าวหอมมะลิและข้าวพันธุ์อื่นๆที่มีความแตกต่างกัน แต่วันนี้โลกไปมองว่าต้องกินข้าวหอมมะลิ นี่คือสิ่งที่เป็นปัญหาของพันธะสัญญาโลก เพราะเขาตีว่าข้าวหอมพันธุ์ไหนต้องเหมือนกันหมด ราคาต้องเท่ากันหมด แต่ของเราคุณภาพคุณภาพดีกว่า วันนี้เราไม่ได้อยู่คนเดียว ถ้าอยู่คนเดียวจะสร้างอะไรก็สร้างได้
นายกฯ กล่าวว่า เรื่องของน้ำที่ปี 59 น้ำไม่ท่วม เพราะรัฐบาลบริหารจัดการน้ำ จากข้างบนลงข้างล่าง ถ้าปล่อยปะก็ท่วมเหมือนเดิม ถ้าเราปล่อยให้ข้างล่างทำอะไรก็ได้ ก็จะท่วมเหมือนเดิม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนั้น ชาวบ้านได้ตะโกนถามนายกฯว่า “น้ำจะมาแบบปี 54 หรือไม่”โดยนายกฯกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ วันนี้โลกเปลี่ยนแปลง ในหลวงได้สร้างเขื่อนด้านบนไว้แล้ว ฝนตกเหนือเขื่อนจำนวนมาก ทำให้น้ำไหลลงข้างล้าง แต่ตอนบนแล้ง ซึ่งรัฐบาลกำลังจะแก้ปัญหาจะทำอย่างไรให้สามารถเก็บน้ำไว้ตอนกลางของประเทศได้ ขณะนี้แต่ละพื้นที่มีการบริหารจัดการน้ำที่ดี สามารถเชื่อมต่อน้ำจากคลองต่างๆ รวมถึงการใช้น้ำในการปลูกพืช
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนไม่โทษใคร แต่เพียงทุกคนต้องคิดร่วมกัน และหาทางออกให้ได้ อย่าเอาความขัดแย้งทั้งหมดขึ้นมา ไม่อย่างนั้นจะทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าในสิบอย่างเห็นตรงกันสาม ขอให้หยิบสามอย่างมาทำก่อน ส่วนอีกเจ็ดอย่างวางไว้ข้างๆ ก่อน เดี๋ยวจะมาด้วยกันเอง โครงการทุกโครงการมีปัญหา เพราะเป็นโครงการใหญ่ เช่น สร้างอ่างเก็บน้ำ สร้างแก้มลิง แต่ทำแน่นอนทั้งหมด ให้เห็นเป็นตัวอย่าง ไม่อย่างนั้นจะติดกันหมด ทั้งปัญหาพลังงาน ขยะ น้ำ ซึ่งหลายอย่างที่เราคิดทำไว้ ต้องทำให้ทันกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง อย่างโรงไฟฟ้า ถ้าเราไม่สร้างก็จะไม่มีความมั่นคงทางด้านไฟฟ้า ซึ่งเราต้องมีไฟฟ้าของเราเอง 60-70% ส่วนอีก30%ก็ไปซื้อเขา แต่ถ้าเราซื้อเกิน 50% วันหน้าอาจจะเกิดอะไรไม่รู้ และถ้าไม่มีไฟฟ้าใช้จะทำอย่างไร
นายกฯ กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม อย่างไรก็ต้องทำนาปลูกข้าว แต่ต้องทำอย่างไรไม่ให้ปลูกกันตอนน้ำท่วม ซึ่งพื้นที่ตรงไหนที่เป็นแก้มลิง ต้องมีการเสียสละกันได้หรือไม่ รัฐบาลจะชดเชยให้ แต่ถ้าทุกคนต้องการปลูก พอน้ำท่วมรัฐบาลก็ต้องให้ มันก็จะท่วมอยู่แบบนี้ แต่รัฐบาลเสียเงิน ท่านก็ต้องเสีย แล้วคุ้มกันหรือไม่ ถ้าไม่ปลูกข้าว หรือปลูกพืชอื่น ถ้าน้ำท่วมก็เสียหายน้อยลง รัฐบาลก็ยังดูแลให้ อย่างนี้เรียกว่าช่วยกันทั้งสองฝ่าย เราเข้าใจทุกคนมีปัญหาหมด ทั้งปัญหาหนี้สิน ที่เฉพาะชาวนามีมากกว่างบประมาณแผ่นดินอีก ซึ่งรัฐบาลก็กำลังดำเนินการแก้ไขอยู่ แล้วมีใครเคยมาทำให้ท่านหรือไม่ ไม่มี เพราะเขาไม่คิดหรอก เขาไม่รบกับใคร แต่ตนรบกับทุกคน รบเพื่อใคร ก็เพื่อคนทุกคน เพื่อเด็กๆที่วันหน้าจะเป็นผู้ใหญ่ จะให้เขาลำบากยากจนอย่างเราหรือ ตนกำลังคิดวิธีทำให้คนรุ่นหลังสบายขึ้น
“ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลก จำไว้ ไม่ต้องตีกันแค่นั้นแหละ มีความสุขแล้ว อย่างมากบอกว่ายากจน เพราะระบบมันไม่เกิด ผ่านมากี่ปีแล้วประชาธิปไตย 80 กว่าปี ระบบมันยังไม่เกิด แต่มันต้องเกิด และมันต้องมีประชาธิปไตย เข้าใจไหม ผมเข้าทำเปลี่ยนผ่านตรงนี้เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้ว ว่าจะเอาอย่างที่ผมพูด หรือจะเอาแบบเดิม ว่ายังไง จะเอาแบบไหน ”นายกฯ กล่าว
ทั้งนี้เมื่อ นายกฯ กล่าวจบ ชาวบ้านได้ตอบกลับมาว่า "เอาอย่างที่นายกฯ พูด เอาอนาคตฝากไว้กับนายกฯ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวทันทีว่า "โน่นไปฝากกับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต.เพราะเขามาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น ทำให้เขาเข้มแข็ง เอาคนดีมาทำงาน เราต้องมีความคิดเป็นของตัวเอง"
จากนั้น นายกฯ ได้ เดินข้ามสะพานไปเพื่อตรวจดูระดับน้ำในคลองระพีพัฒน์ ก่อนที่จะเดินไปทักทาย เด็กนักเรียนชั้นอนุบาล จากโรงเรียนลำพระยา ที่มารอต้อนรับประมาณ 20 คน โดยนายกฯได้พูดคุยหยอกล้อกับเด็กๆ อย่างเป็นกันเอง ซึ่งนายกฯ แกล้งถามเด็กๆว่า "รู้จักผมมั้ย" ซึ่งเด็กๆได้ตอบกลับมาว่า รู้จัก นายกรัฐมนตรี" นายกฯ จึงสอนเด็กๆ ว่าต้องพูด "ครับ-ค่ะ" ด้วย เป็นคนไทยต้องพูดให้ไพเราะ ครับ ค่ะ ขอโทษ ขอบคุณ และการไหว้ นี่คือความเป็นไทย และขอให้เป็นคนดีด้วย”





