เปิดฉากรุก! "ธัมมชโย" ส่งทนายร้องขอความเป็นธรรม ในชั้นอัยการ อ้างยังไม่ได้ข้อยุติการตั้งข้อหารับของโจรฟอกเงิน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นายสมชาย มีบางยาง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม กรณีการดำเนินคดีกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่เชื่อมโยงกับพระธัมมชโย โดยมีนายพันธุ์โชติ บุญศิริ อัยการพิเศษฝ่ายสอบสวน 1 ในฐานะคณะโฆษกอัยการสูงสุด เป็นผู้รับเรื่อง
ทั้งนี้ นายสมชาย กล่าวถึงกรณีที่พระธัมมชโยถูกพนักงานสอบสวนดีเอสไอ แจ้งข้อหาร่วมกันฟอกเงินและรับของโจรเป็นคดีพิเศษที่ 27/2559 และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ ว่ากรณีดังกล่าวมีประเด็นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประเด็นที่ต้องการร้องขอให้อัยการให้ความเป็นธรรมในการพิจารณาข้อกฎหมายอย่างครบถ้วน และให้มีการสั่งสอบพยานเพิ่มเติมเพื่อความเป็นธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา
สำหรับประเด็นในหนังสือร้องขอความเป็นธรรม ที่พระธัมมชโยตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขอให้อัยการตรวจสอบประกอบด้วย 1.กรณีการตั้งข้อหาในคดีพิเศษ 63/2557 ซึ่งดีเอสไอตั้งข้อหานายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯกับพวกฐานฉ้อโกงประชาชน ย่อมแสดงให้เห็นว่าเงินดังกล่าวไม่ใช่เงินของสหกรณ์ เพราะเป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด เป็นเงินของกลางในคดีอาญา ซึ่งจะต้องคืนให้ประชาชนผู้เสียหาย
2.คดีพิเศษที่ 146/2556 ดีเอสไอตั้งข้อหานายศุภชัยกับพวกว่าลักทรัพย์นายจ้าง แสดงว่าเงินเป็นของสหกรณ์ ซึ่งเป็นนายจ้างของศุภชัย 3.ในคดีพิเศษที่ 146/2556 จะเห็นว่าเจ้าของทรัพย์คดีดังกล่าวคือสหกรณ์ ส่วนเจ้าของทรัพย์คดีพิเศษที่ 63/2557 คือประชาชนผู้ถูกนายศุภชัยหลอกลวง ซึ่งเป็นคนละคนกัน ทั้งที่เป็นทรัพย์จำนวนเดียวกัน การดำเนินคดีทั้ง 2 คดี จึงมีความขัดแย้งกัน เป็นการตั้งข้อหาที่ซ้ำซ้อนและขัดแย้งกันเอง
หนังสือร้องขอความเป็นธรรมระบุด้วยว่า 4. คดีฟอกเงินในคดีพิเศษที่ 27/2559 ตั้งข้อหาจากคดีมูลฐานคือฉ้อโกงประชาชน แต่คดีดังกล่าวยังไม่เป็นที่ยุติว่านายศุภชัยกระทำผิดตามข้อกล่าวหา ดังนั้นการที่พนักงานสอบสวนเร่งรัดตั้งข้อกล่าวหากับพระธัมมชโยฐานร่วมกันฟอกเงินและรับของโจรจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ 5. ยังมีพยานปากสำคัญอีกนับ 10 ราย ที่พนักงานสอบสวนยังไม่สอบปากคำ ถือว่าการสอบสวนยังไม่สมบูรณ์





