วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประยุทธ์'ชื่นชม 'ดาบวิชัย' ปลูกป่าได้3ล้านต้น

“ประยุทธ์” ชื่นชม “ดาบวิชัย” มุ่งมั่นน้อมนำแนวทางพระราชดำริ “ปลูกป่า” ของ “ในหลวง” ด้วย2 มือได้3ล้านต้น

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน” ว่า ในเรื่อง “การปลูกป่า” นั้นตนขอชื่นชม ร.ต.ต.วิชัย สุริยุทธ หรือ ที่คนไทยรู้จักในนาม “ดาบวิชัย” ซึ่งน้อมนำแนวทางพระราชดำริ “ปลูกป่าในใจคน” ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว จาก “โครงการแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง” แล้วเริ่มปลูกป่า ด้วย “2 มือ” ของเขาเอง มากว่า 30 ปี โดยไม่สนว่าใครจะคิด หรือจะเข้าใจเพียงใดหรือไม่ อย่างไร แต่ “ต้นไม้ 3 ล้านต้น” ที่เขาปลูกขึ้นมาแล้ว ได้เป็นแรงบันดาลใจ ของเยาวชน และ “คนไทย” จำนวนมาก ในการ “ทำดีเพื่อพ่อ” ถวายในหลวง และเป็นประโยชน์ต่อสังคม และประเทศชาติโดยรวม กลุ่มอื่นๆที่ร่วมอนุรักษ์ร่วมกันปลูกป่าก็ขอชื่นชมไปด้วย  

 ยันจำเป็นต้องจัดระเบียบรถ-ที่จอด-เส้นทางจราจร-การรับส่ง ขอทุกฝ่ายร่วมมือ อย่าอ้างมีรายได้น้อย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับเรื่อง “การจัดระเบียบรถ ที่จอดรถ เส้นทางจราจร การรับส่ง” รวมทั้ง การขายของบนทางเท้า ริมถนน ก็เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย จริงๆแล้วไม่ใช่วิถีชีวิต หรือวัฒนธรรมอันดีงามของไทยอย่างแท้จริง มันมาเริ่มตั้งแต่ที่มีการปล่อยปละละเลย ในช่วงเวลาที่ผ่านมาหลายปี จนเกิดเป็นความเคยชิน นอกจากจะก่อให้เกิดความไม่เป็นระเบียบของสังคมแล้ว ยังเป็นช่องทางเรียกรับผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ เกิดการ“ฉ้อราษฎร์บังหลวง” และความไม่เท่าเทียมในสังคมกับประชาชนกลุ่มอื่น ผู้ใช้เส้นทางสัญจร ที่เขาไม่ทำอะไรผิดกฎหมาย ต้องได้รับความสะดวก กลับถูกละเมิดสิทธิ โดยการกระทำที่ผิดกฎหมาย แบบนี้ ถือว่า “ไม่เป็นธรรม”

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอความร่วมมือด้วย ไม่อยากให้อ้างว่าเป็นผู้มีรายได้น้อย แล้วเราไปขับไล่เขา แต่เราจะละเมิดกฎหมายได้ ทุกคนต่างต้องเข้าใจและเห็นใจ รัฐบาลเองก็มีมาตรการรองรับ เช่น การจัดสรรพื้นที่ใหม่ ที่ถูกกฎหมาย มีระเบียบ มีที่จอดรถ สะดวกทั้งผู้ซื้อ – ผู้ขาย ช่วงแรกก็อาจต้องปรับตัว ไม่สะดวกสบายมากนัก ยังขายไม่คล่อง เพราะยังไม่คุ้นชินกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่ แต่ตนคิดว่าจะสร้างความสบายใจกว่าเดิมกับทุกฝ่าย ขอให้เห็นใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ด้วย รัฐบาลก็พร้อมจะทำทุกอย่างให้มันก้าวหน้าไปโดยให้มีความเดือดร้อนน้อยที่สุด ร่วมมือกันไม่ว่าจะรายได้น้อย รายได้สูงหรืออย่างไรก็ตาม ก็ต้องแก้ไขกันด้วยกฎหมาย และก็รักษากฎกติกาที่ชัดเจนต่อไป

 “รบ.”ให้ความสำคัญ การพัฒนา “ทรัพยากรมนุษย์” ชี้ จำเป็นต้องมีการ “ปฏิรูปการศึกษา” อย่างเป็นระบบ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายปัญหาของประเทศ มี “ต้นตอ” ของปัญหามาจากระบบการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงของประเทศ รวมความไปถึงการพัฒนาประเทศ ไปสู่ “ไทยแลนด์ 4.0” ตามนโยบายรัฐบาล ดังนั้น เราต้องให้ความสำคัญอย่างมาก กับการพัฒนา “ทรัพยากรมนุษย์” ของประเทศ จำเป็นต้องมีการ “ปฏิรูปการศึกษา” อย่างเป็นระบบ

 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แต่ปัจจุบัน ประเทศไทยก็มีปัญหาหนึ่งก็คือ ปัญหา “โรงเรียนขนาดเล็ก” ที่มีอยู่จำนวนมากกว่า15,000โรงเรียน กว่า900โรงเรียนมีนักเรียน น้อยกว่า20คน บางโรงเรียนมีนักเรียนเพียง15คน แต่มีครู3คน แต่รัฐบาลยังคงต้องสนับสนุนงบประมาณ เพื่อการศึกษาและจัดหาสื่อการเรียนการสอน ให้กับทุกโรงเรียนที่ผ่านมา นับว่าเป็น “รากเหง้า” ของปัญหาครูไม่ครบชั้น – นักเรียนได้รับการศึกษาคุณภาพต่ำ – การบริหารงบประมาณ ไม่คุ้มค่า ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น เหล่านี้เป็นปัญหาสะสมกันมายาวนานปัญหาหนึ่ง ซึ่งส่งผลกระทบทั้งด้านเศษรฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศ แต่ไม่เคยได้รับการแก้ไข อย่างจริงจัง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลนี้ ได้ดำเนินแก้ไขปัญหาในเรื่องของการบริหารจัดการ “โรงเรียนขนาดเล็ก”โดยให้ชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ได้มีการปรึกษาหารือกัน เพื่อกำหนด“โรงเรียนดีใกล้บ้าน”หรือ “โรงเรียนแม่เหล็ก” สำหรับเป็นโรงเรียนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้มีคุณภาพการศึกษา ที่ดีและได้มาตรฐาน, มีสัดส่วนครูที่เหมาะสม, มีสื่อการเรียนรู้ ห้องเรียน สนามกีฬา และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ความสมบูรณ์ สำหรับโรงเรียนที่ไม่มีนักเรียนแล้ว จะให้ชุมชนตัดสินใจในการใช้ประโยชน์ต่อไป อาจเป็นศูนย์การเรียนรู้, ศูนย์ดูแลเด็กเล็ก, หรือศูนย์ฝึกวิชาชีพสำหรับชุมชนต่อไปได้ รัฐบาลก็พร้อมจะให้การสนับสนุน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ในห้วงที่ผ่านมานั้น มีผลการดำเนินการดังนี้ ขณะนี้มีการยุบโรงเรียนขนาดเล็กไปแล้ว286โรงเรียน และจะดำเนินการในปีการศึกษาหน้าอีก309โรงเรียน ส่งผลให้มีจำนวนครู เกือบ 2,000 คน จากโรงเรียนที่ถูกยุบ ย้ายไปสอนใน “โรงเรียนดีใกล้บ้าน”310โรงเรียน ทำให้ “โรงเรียนดีใกล้บ้าน” มีครู “เพิ่ม” เฉลี่ย6คนต่อโรงเรียน ทั้งนี้ จากผลการประเมิน ทราบว่า เด็กนักเรียนผู้ปกครองมีความสุขมากขึ้น ผู้ปกครองมีความพึงพอใจ ขอขอบคุณผู้ปกครอง ชุมชนที่เข้าใจ และให้ความร่วมมือ โดยรัฐบาลจะดูแลลูกหลานของท่านให้ดีที่สุด ให้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเช่นเดียวกับเด็กที่เรียนอยู่ในเมือง หรือในโรงเรียนขนาดใหญ่ ให้มีความเท่าเทียมกันในอนาคต

 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าสำหรับในการพัฒนาการศึกษาพื้นฐานนั้น ถือว่าเป็น “กุญแจสำคัญ” ในความสำเร็จของการพัฒนาการศึกษา รัฐบาลโดยคณะทำงาน “โครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ” ได้ดำเนินงาน โดยอาศัยหลักการสำคัญ ก็คือ การเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ เด็กต้องสามารถวิเคราะห์และปฏิบัติได้ ด้วยตนเอง เน้นความรับผิดชอบต่อสังคม มีคุณธรรมและจริยธรรม รวมทั้ง นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบICTเข้ามาสนับสนุน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า โดยน้อมนำแนวทางพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ที่ว่า“เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ไม่มีชีวิต ไม่มีจิตใจ ที่ว่าจะอบรมโดยใช้สื่อที่ก้าวหน้าที่มีเทคโนโลยีสูงแต่เพียงอย่างเดียวนั้นเป็นเรื่องยากที่สุด ไม่มีอะไรทดแทนคนสอนคนและการอ่านจากหนังสือได้ แสดงให้เห็นว่า “ครู– อาจารย์” มีความสำคัญอย่างยิ่งในการที่จะสอนคนให้เป็นคน คือ มีความรู้คู่คุณธรรม นอกจากการพัฒนาครูแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญ กับผู้อำนวยการโรงเรียน– ผู้บริหารการศึกษาระดับต่างๆ/ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของชุมชนในการที่จะร่วมกันพัฒนาการศึกษา ในแต่ละท้องถิ่น ของตนเอง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับกลไก “ประชารัฐ” นั้น ที่มีผลกับการพัฒนาด้านการศึกษาพื้นฐาน ปัจจุบันมีความคืบหน้าไปมาก ภายใต้โครงการ “คอน-เน็ต-อี-ดี” (CONNEXT-ED)เพื่อจะดูแลโรงเรียนในช่วงแรก จำนวน 3,342 โรงเรียน และขยายผลให้ครบ 7,424 โรงเรียนในปี 2560 ให้เป็น“โรงเรียนต้นแบบประชารัฐ”ในทุกตำบลทั่วประเทศ โดยการทำงานร่วมกันของ“ผู้นำรุ่นใหม่”กับผู้อำนวยการโรงเรียน ทั้งแผนการพัฒนาการศึกษาตามบริบทของแต่ละโรงเรียน และแผนการพัฒนาโรงเรียน โดย 12 องค์กรเอกชน ที่ร่วมโครงการ จะพิจารณาสนับสนุนงบประมาณ โรงเรียนละ 500,000-1,000,000 บาท 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทั้งนี้เพื่อยกระดับการศึกษาพื้นฐานสู่มาตรฐานสากลซึ่งในอนาคต จะจัดตั้ง “กองทุนการศึกษาวิจัย” ในการเพิ่มศักยภาพการส่งเสริมและพัฒนาความเป็นเลิศ ในด้านการศึกษา การค้นคว้าวิจัยเทคโนโลยีแห่งอนาคตใน 4 ด้าน คือBio, Nano, RoboticและDigitalโดยที่มุ่งเน้นสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมของผู้นำรุ่นใหม่ เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางการศึกษาและวิจัยในระดับภูมิภาค ให้สอดคล้องกับนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0” ในการผลิต “แรงงานมีทักษะฝีมือ” เพื่อป้อน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมทั้งการขับเคลื่อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยนวัตกรรมของประเทศไทยเอง

 “ผมย้ำว่า “ทุกความสำเร็จ” ในการพัฒนาประเทศนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือกัน ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ อย่างจริงจัง เพื่อสร้างอนาคตของประเทศ ด้วยการพัฒนาคุณภาพ “คนไทย” ทุกกลุ่ม ทุกพื้นที่ ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา และมีความเท่าเทียมกัน ผมขอความร่วมมือจากครู นักเรียนและผู้ปกครอง ตลอดจนผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดด้วย” นายกรัฐมนตรี กล่าว

  “14 พ.ย.ครบ 30 วัน การสวรรคต “ในหลวง” ยัน “รบ.” น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ควบคู่ไปกับการเดินหน้า “ปท.” ย้ำ ผ่อนผันให้ทุกภาคส่วน ดำเนินกิจกรรมต่างๆได้ ขอ “ลอยกระทง” สร้างสรรค์ ใช้วัสดุธรรมชาติ อย่าหวัง รื่นเริงอย่างเดียว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าท้ายนี้ขอชื่นชม “จิตอาสา” และทุกภาคส่วน ที่ร่วมกันถวายพระเกียรติ และร่วมกัน “ทำดีเพื่อพ่อ” ในการดูแลซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางมาถวายบังคมพระบรมศพ ของพี่น้องประชาชนจากทั่วภูมิภาคของประเทศ ณ พื้นที่ท้องสนามหลวงและพระบรมมหาราชวัง การรวมพลัง เพื่อเอาชนะความเสียใจ ความเศร้าโศก เปลี่ยนให้เป็นพลังในทางสร้างสรรค์และความร่วมมือนี้ ตนถือว่าเป็น “กุศล” อันยิ่งใหญ่ ที่คนไทยร่วมกันทำถวายในหลวงฯ ของเรา

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แม้ว่า 10 กว่าปีที่ผ่านมานั้น เราอาจจะขาดพลังขับเคลื่อน ขาดการเรียนรู้ ขาดสมาธิ ขาดแรงกระตุ้นในทางที่ดีเพราะมีความไม่สามัคคีกัน ทะเลาะขัดแย้ง ติดกับดักตัวเองความคิดตัวเอง จนทำให้ประชาชนไม่ได้รับโอกาสในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขาดการสร้างความเข้มแข็งอย่างเป็นระบบระเบียบ เป็นเหตุให้เราย้ำอยู่กับที่หรือดีขึ้นช้ากว่าที่ควรจะเป็นและอาจจะ “ก้าวไม่ทันโลก– ไม่ทันเพื่อน” ถ้าเราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ อีกต่อไปไม่ได้ เราปล่อยไม่ได้แล้ว หากเรายังติดอยู่กับความคิดเดิมๆ นิสัยเดิมๆ ที่เป็น “สะดวกนิยม” จนมองข้ามความถูกต้อง กฎหมาย ความมีวินัย และความเสียสละ ตนเชื่อว่าทุกคนรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี อะไรถูก อะไรผิด ขอให้ทุกคนได้ใช้โอกาสนี้ ในการเปลี่ยนแปลงตนเอง หันหน้าเข้าหากัน “รู้ รัก สามัคคี” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล “ร่วมกัน”ด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในวันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายนนี้ครบ 30 วัน การสวรรคต ของ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัฐบาลคำนึงถึงการแสดงความอาลัย และ น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการเดินหน้าประเทศ ได้อย่างราบรื่น ต่อเนื่อง ได้ผ่อนผันให้ทุกภาคส่วน ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ ที่ผ่านมาก็ขอให้คำถึงความรู้สึกของประชาชน และ บรรยากาศของสังคมด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับเทศกาล “วันลอยกระทง” นั้นขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามขนบธรรมเนียมอันงดงามของไทย เพื่อดำรงสืบสาน ความเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีความปลอดภัย ทั้งเรื่องการเดินทางสัญจร และการร่วมกิจกรรม ระมัดระวังอุบัติเหตุต่างๆ ขอให้หน่วยงานราชการได้ดูแล อำนวยความสะดวก แก่พี่น้องประชาชนเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเรื่องเรือโดยสาร ท่าเรือ ท่าน้ำ โป๊ะ และแหล่งน้ำ ในการลอยกระทง รวมทั้งขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ให้ร่วมกันใช้วัสดุจากธรรมชาติ ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อทำกระทงในการนำมาขายหรือมาลอยกันในครั้งนี้ อีกทั้ง ให้ความรู้แก่ลูกหลาน ให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของเทศกาลนี้ อย่างถูกต้อง วัตถุประสงค์ก็เพื่อการขอขมาต่อพระแม่คงคา คงไม่ใช่เพียงเพื่อการสนุกสนานรื่นเริงแต่เพียงอย่างเดียว