สนช.รับหลักการร่างพ.ร.บ.เกษตรพันธสัญญา

สนช.รับหลักการร่างพ.ร.บ.เกษตรพันธสัญญา คุ้มครองเกษตรกรทำสัญญากับบริษัทธุรกิจเกษตรยักษ์ใหญ่
เมื่อเวลา 10.30 น.มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ทำหน้าที่ประธาน โดยได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ....ที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ซึ่งพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้แจงสาระสำคัญว่า ปัจจุบันมีการนำระบบเกษตรพันธสัญญามาใช้ในกระบวนการผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรอย่างแพร่หลาย หากมีการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาให้มีความเป็นธรรมตามหลักสากลจะช่วยสร้างความร่วมมือและพัฒนาศักภาพในการผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ส่งผลให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางรายได้ และได้รับการถ่ายทอดความรู้อันจำเป็นและเทคโนโลยีการผลิตที่มีมาตราฐาน ควบคุมต้นทุนการผลิตและสร้างความเชื่อมันเข้มแข็งทางธุรกิจของประเทศให้สามารถแข่งขันในตลาดการค้าเสรีได้ แต่การทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญามีความซับซ้อนยุ่งยากส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยมีอำนาจต่อรองในการทำสัญญาน้อยกว่าผู้ประกอบการทางธุรกิจทางการเกษตร มีความเสี่ยงในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญา จึงสมควรที่จะกำหนดหลักเกณฑ์ในการทำสัญญาฯเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและกำหนดกลไกในการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ได้มีการกำหนดคำนิยาม”ระบบเกษตรพันธสัญญา” ให้หมายถึงเฉพาะระบบการผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรที่เกิดขึ้นจากสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรกับบุคคลธรรมดาซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่ 10 รายขึ้นไปหรือกับองค์กรทางการเกษตรที่มีกฏหมายรองรับ โดยผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตด้วยเท่านั้นให้มีคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาขึ้น มีรมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน โดยมีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแผนการพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาต่อครม. กำหนดรูปแบบของสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา นอกจากนี้ยังกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญาหรือเลิกการประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญาต้องจดแจ้งการประกอบธุรกิจหรือการเลิกประกอบธุรกิจต่อสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และเปิดเผยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ และกำหนัดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรต้องทำเอกสารสำหรับการชี้ชวนให้เกษตรกรทราบเป็นการล่วงหน้าก่อนทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา
“ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะคุ้มครองเกษตรกรและเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้ประกอบธุรกิจการเกษตรได้ ซึ่งจะสร้างความเป็นธรรมไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ มีความเป็นสากลและสร้างความเข้มแข็งทางธุรกิจ”พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
จากนั้นที่ประชุมได้เปิดให้สมาชิกอภิปราย โดยมีสมาชิกจำนวนมากอภิปรายแสดงความเห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เพราะเป็นการการคุ้มครองการทำสัญญาทางการเกษตรระหว่างเกษตรกรและเจ้าของธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกร อย่างไรก็ตามสมาชิกได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงคำนิยามของคำว่า ระบบเกษตรพันธสัญญา ที่กำหนดให้เกษตรกรจำนวน 10 คนขึ้นไปทำสัญญาในระบบเกษตรกรพันสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร ซึ่งหลายคนไม่เห็นด้วยกับการกำหนดจำนวนเกษตรกร อาทิ พล.อ.ดนัย มีชูเวท นายภิรมย์ กมลรัตนกุล นายวิทยา ฉายสุวรรณ นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล เป็นต้น โดยพล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร สนช.อภิปรายว่า เกษตรกรไทยแต่ละคนมีศักยภาพไม่เท่ากัน บางคนมีศักยภาพที่จะทำสัญญาด้วยตัวเองได้ เหตุใดจึงกำหนดสัดส่วนดังกล่าวไว้ ขณะที่นายธานี อ่อนละเอียด กล่าวว่า ถือเป็นร่างพ.ร.บ.ที่มีหลักการที่ดี เป็นเครื่องมือที่คุ้มครองดูแลช่วยเหลือเกษตรกร สร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้กับเกษตรกร อย่างไรก็ตามตนก็มีข้อสังเกตว่า คำว่า”ระบบเกษตรพันธสัญญา”ที่กำหนดให้เกษตรกรรายย่อยตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปสามารถทำสัญญากับผู้ประกอบธุรกิจได้ ซึ่งอาจเป็นช่องโหว่ให้ให้มีการหลีกเลี่ยงทำสัญญาเป็นรายย่อยๆไม่ถึง 10 คนเพื่อไมให้อยู่ภายใต้การบังคับของกฎหมายฉบับนี้ได้
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ อภิปรายว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมาเพื่อปกป้องเกษตรกร แต่ตนมีข้อสังเกต ว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้สามารถเทียบเคียงกับพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยเฉพาะในเรื่องของการชี้ขวนให้เกษตรกรทราบล่วงหน้าก่อนทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา ซึ่งตรงนี้ตนเห็นว่า ต้องทำความเข้าใจกับเกษตรกรรายย่อยให้เข้าใจในการมาทำพันธสัญญา นอกจานี้ก่อนการดำเนินการทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรต้องจัดทำเอกสารสำหรับการชี้ขวนให้เกษตรกรผู้เข้าทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาทราบเป็นการล่วงหน้าพร้อมทั้งรับรองความถูกต้องของข้อมูล และส่งสำเนาเอกสารสำหรับการชี้ชวนดังกล่าวให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เก็บไว้เพื่อใช้เป็นเอกสารในการตรวจสอบ ซึ่งส่วนนี้ตนเห็นว่าแค่ส่งเพียงสำเนาเป็นหลักฐานคงไม่เพียงพอ ควรให้มีการจดแจ้งเพื่อเป็นเครื่องยืนยันควบคุมดูแลป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการเอาเปรียบเกษตรกร นอกจากนี้สิทธิประโยชน์ของเกษตรกรที่เกิดขึ้นในระหว่างสัญญาควรเขียนระบุให้ชัดเจนว่าเป็นของคู่สัญญาฝ่ายใด เช่น ทรัพย์สินทางปัญญาที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างสัญญาไม่ว่าจะเป็นช่วงขั้นตอนการผลิตผลหรือบริการทางการเกษตร ไม่เช่นนั้นอาจมีการฟ้องร้องกันได้ และผู้ที่เสียเปรียบก็เป็นเกษตรกรรายย่อย
น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ อภิปรายว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว เป็นกฎหมายที่เพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรให้เท่าเทียมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ โดยจะมีคณะกรรมการของทางรัฐบาล ที่จะดูแลในเรื่องเกี่ยวกับการทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรม แต่สิ่งที่ตนกังวล ก็เหมือนกับสมาชิกคนอื่นๆ คือ เรื่องการรวมกลุ่มเกษตรที่จะฟ้องร้องต่อบริษัทที่ประกอบกิจการดังกล่าว ว่าควรที่จะให้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีแบบกลุ่ม มีผลบังคับใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อกรณีนี้ และฝากให้ทาง กมธ. วิสามัญ ฯ ฝากพิจารณาร่างกฎหมายนี้ในทุกแง่มุม เพื่อที่จะให้เป็นกฎหมายที่จะก่อประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการอภิปรายเสร็จสิ้น ที่ประชุมได้มีมติรับหลักการวาระแรกร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ..ด้วยคะแนน 202 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญจำนวน 22 คน แปรญัตติภายใน 15 วัน







