วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

1 คน 1 ดวงใจ ร่วมส่งไปให้ 'พ่อหลวง'

1 คน 1 ดวงใจ ร่วมส่งไปให้ "พ่อหลวง"

เวลาผ่านไปแล้วกว่า 2 สัปดาห์หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จสวรรคตจำนวนประชาชนที่เดินทางสักการะพระบรมศพฯหากนับตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคมจนถึงวันที่ 23 ตุลาคม 2559 จำนวน 10 วันรวมทั้งสิ้นประมาณ 978,000 คนโดยแบ่งเป็นบริเวณพระบรมมหาราชวัง 288,000 คนและท้องสนามหลวงประมาณ 690,000 คนซึ่งคาดว่าเมื่อครบ 14 จะมีประชาชนเดินทางมาร่วมถวายความอาลัยเกินกว่า1ล้าน

ตัวเลขยอดรวมของผู้ที่ถวายลงนามแสดงความอาลัยฯทั่วประเทศตลอดระยะเวลารวมยอดสะสมการลงนามถวายความอาลัย 11 วันตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคมถึงวันที่ 25 ตุลาคม 2559 มีจำนวนทั้งสิ้น 3,412,418 คน

เวลาผ่านไปหลายอย่างเริ่มลงตัว เพราะการจัดระเบียบ ภายในสนามหลวง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการบริจาคของต่างๆ การแจกอาหาร การจัดระเบียบการจราจร การดูแลรักษาความสะอาด การดูแลรักษาความปลอดภัย

ในทุกวัน ประชาชนยังหลั่งไหลกันมาอย่างไม่ขาดสาย ตั้งแต่เด็กจนถึงคนแก่ มาเป็นครอบครัว มาเป็นเป็นคู่ มากันเป็นกลุ่ม มาเป็นหน่วยงาน มาจากต่างจังหวัด กทม.ทั่วสารทิศ ต่างมีเป้าหมายเดียวกัน แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่เดินทางมาคนเดียว นั่งกินข้าวคนเดียว เราจึงอยากจะพาไปพูดคุย ทำความรู้จักกับคนที่ มาคนเดียว พาหัวใจดวงเดียว มาส่งพ่อ
​
ป้าสมพร อายุ 63 ปีอาชีพข้าราชการบำนาญ เรามีโอกาสพบป้าสมพรระหว่างนั่งรถจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มายังสนามหลวงป้าสมพรบอกว่า มาถวายความอาลัยเป็นครั้งที่ 3 แล้วครั้งแรกคือวันที่ 14 ตุลาคมครั้งที่สอง 22 ตุลาคมและจะมาอีกเรื่อยๆป้าเดินทางมาจากเขตสาธุประดิษฐ์โดยนั่งรถเมล์มาลงอนุสาวรีย์ฯและนั่งรถฟรีมาสนามหลวง

ใจจริงอยากมาบ่อยกว่านี้แต่ก็อายุมากแล้วเดินเยอะก็ไม่ไหวที่มาคนเดียวเพราะสะดวกมาอยู่ตั้งเช้าถึงเย็นก็กลับไม่อยากให้ลำบากลูกหลานเพาะต้องทำงานตนก็อยากมาส่งท่านอยากมาอยู่ให้ท่าน มาคนเดียวก็มา

พอมาถึงบริเวณทางเข้าสนามหลวงฝั่งประตูธรรมศาสตร์เราเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนดื่มน้ำกินขนมอยู่และยืนมองคนต่อคิวรับอาหารใบหน้าเธอยิ้ม “ป้าณัฐภาส ชูมน” อายุ 59 ปีอาชีพค้าขายป้าณัฐภาส บอกกับเราว่ามาเป็นครั้งที่3

ป้าณัฐภาสเล่าว่า “นั่งรถเมล์ฟรี มาจากบางยี่ขัน ก็มาร่วมส่งพ่อหลวง แม้จะมาถึง 3 ครั้ง แต่ป้าก็ยังไม่ได้เข้าไปลงนามภายในบรมมหาราชวังเพราะป้าเป็นทำอาชีพขายของทั่วไปรายได้ไม่ได้เยอะมากมายแต่ก็อยากเป็นส่วนหนึ่ง ตอนนี้แต่งตัวไม่สุภาพชุดยังไม่พร้อมรอไปซื้อกระโปรงก่อน”

“หวังว่าคงมีโอกาสได้เข้าไปถวายความอาลัยข้างในแต่มาอยู่ข้างนอกก็ไม่เป็นไรถือว่าได้มาอยู่ใกล้ใกล้ท่านที่มาคนเดียวเพราะไม่ได้มีญาติพี่น้องแต่ก็อยากมาไม่มีเพื่อนไม่เป็นไรอยากมาส่งพ่อหลวง”​

สนามหลวงกลางวันแดดร้อนเราจึงได้เข้ามายังเตนท์เพื่อนั่งหลบแดดได้มีโอกาสคุยกับ “ยายอุทัยวรรณ สังเมฆ” อายุ 68 ปี เป็นข้าราชการเกษียณ ยายอุทัยวรรณ เล่าว่า มาที่สนามหลวงหลายวันแล้วโดยก่อนหน้านี้ก็ได้เข้าไปลงนามถวายอาลัยเรียบร้อยแล้วมาคนเดียวก็ไม่ได้รู้สึกเดียวดายเพราะมีคนคุยด้วยตลอดก็ตั้งใจมาคนเดียวเรามาด้วยความสำรวมมาคนเดียวก็ได้ส่วนใครจะมาสนทนาด้วยก็ว่ากันไป

“​อยากมาส่งท่านวันแรกที่ได้ข่าวการเสด็จสวรรคตของท่านก็รู้สึกตึงๆร้องไห้จนไม่มีน้ำตาแต่ผ่านไปหลายวันก็เริ่มทำใจเรื่องนี้ได้แล้วรู้ทั้งรู้ว่าท่านจากไปแต่ตนก็อยากให้ท่านอยู่กับเรานานๆกว่านี้เพราะสิ่งที่ท่านทำนั้นท่านดีหลายๆเรื่องให้คนไทยต่อจากนี้ไปเราก็ต้องอยู่ให้ได้ทำอย่างไรให้ขัดแย้งกันน้อยลงไม่ทะเลาะกันอีก”

หลังหายเหนื่อยเราได้พบกับ “ลุงจรัส ยิ่งบุญเสริม” วัย 62 ปี อาชีพช่สงตัดผม ลุงระบุว่า มาได้2วันแล้วยังไม่ได้เข้าไปลงนามถวายอาลัย แต่ก็ไม่ได้มีรู้สึกเสียดายเพราะวันนี้ไม่ได้เข้าไปในวังวันหน้าก็มาอีกได้เพราะบ้านอยู่ใกล้สนามหลวงมีความตั้งใจว่าจะมาเคารพพระรมศพในวันแรกที่สำนักพระราชวังอนุญาติให้เข้าไปได้

ที่มาคนเดียว เพราะลูกๆไปเรียนหนังสือพอมีเวลาก็แวะมาเลยตกเย็นก็ไปรับลูกต่ออยากมาส่งท่าน ท่านเป็นพระมหากษัตริย์ที่ดีที่สุดยิ่งพูดถึงเหตุการณ์การนี้ก็ยิ่งเศร้าคงไม่มีคนไหนที่ดีเท่านี้แล้วภูมิใจเกิดในสมัยรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ที่นานาชาติต่างยกย่องและจะอยู่ในใจของตนเสมอไป

จากลุงจรัสยิ่งได้ไม่นาน เราก็เจอกับ “น้ารัศมี ภู่พฤกษชาติ” อายุ 50 ปี พนักงานประจำโรงพยาบาลกำลังยืนไหว้พระบรมฉายาลักษณ์อยู่ เธอบอกว่า มาที่สนามหลวงได้ 3 วันแล้วเดินอยู่คนเดียวก็ไม่เหงาอะไร เพราะรอลูกของตนมาทำงานอาสาจึงไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน

“ช่วงนี้ก็รอเวลาที่สำนักพระราชวังอนุญาตให้เคารพพระบรมศพได้ จะเข้าไปถวายความเคารพอย่างแน่นอนแต่ยังคงไม่ใช่วันแรกๆหากต้องรออีกสักพักก่อน”

ความรู้สึกจากวันที่ทราบข่าวจนถึงวันนี้ก็ไม่ได้รู้สึกดีขึ้นยังคงมีความเสียใจอยู่ยิ่งทุกครั้งที่ได้ยินเพลงพระราชนิพนธ์หรือเพลงที่เชิดชูคุณงามความดีของท่านก็ยิ่งคิดถึง จึงอยากมาหาท่าน มาส่งท่าน
​
บรรยากาศในช่วงเย็น พอแดดร่มลมตก จะมีประชาชนมาจับจอง เราเห็น “ป้าสมพรนนท์ วัฒนกุล” อายุ 62 ปี อาชีพค้าขายกำลังเอาแผ่นพลาสติกปูรองนั่ง นำอาหารขวดน้ำ มาวางเตรียมตัว จึงได้รู้ว่าป้าสมพร มาจากจังหวัดนครปฐมมาตั้งแต่วันแรก และพยายามมาให้ได้วันเว้นวันแต่คราวนี้นอนอยู่ที่สนามหลวงเป็นคืนที่2แล้ว

“ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจนอนค้างแต่ครั้งแรกที่มาต่อคิวเข้าไปถวายความอาลัยไม่ทันเลยตัดสินนอนที่สนามหลวงเพื่อตื่นแต่เช้าเข้าคิวไปถวายความอาลัยจากนั้นเลยไม่ไปไหนเลยนอนที่นี่เลยแล้วก็กลับบ้านบ้างแม้ฝนจะตกแดดออกก็ไม่หนีไปไหนอยากอยู่ใกล้ๆในหลวงท่านห่วงประชาชนทำเพื่อประชาชนมามากแล้ว เราก็มาทำเพื่อท่านบ้าง”

ก่อนเดินทางกลับ บังเอิญเห็น “ยายตุ้ม ช้อยจอหอ” อายุ 71 ปีอาชีพค้าขาย ยืนถือถุงดำ เดินช่วยเก็บขยะอยู่ ยายมาจากอำเภอบ้านฉางจังหวัดระยองนั่งรถตู้และนั่งรถฟรีมาต่อที่สนามหลวงมาหลายรอบแล้ว แต่รอบนี้มาตั้งแต่วันที่22ตุลาคมมาร่วมร้องเพลง และยังไม่ได้กลับเลยมาอาศัยบ้านคนรู้จักไว้อาบน้ำไว้นอนบ้าง ที่แยกคอกวัว

“ยายอยากมาอยู่ใกล้ๆท่านอยากเห็นท่านอยากมาส่งท่านก็มาคนเดียว ง่ายดีเดี๋ยวลูกหลานก็คงตามมาทีหลังนี้ก็ยังไม่ได้บอกเขาเลยว่ามาอยู่ยังไง รู้แค่ว่าสนามหลวง” ทุกวันยายจะถือถุงดำ1ถุงค่อยช่วยเขาเก็บขยะทุกวันวันจันทร์หน้าก็คงต้องกลับบ้านไปก่อนและอีก1-2วันจะมาใหม่"

หลังจากจบบทสนทนายายตุ้ม ล้วงกระเป๋าสตางค์ออกมา หยิบกระดาษแผ่นเล็กๆออกมา คือเบอร์โทรศัพท์ ยายตุ้มบอกว่า “เป็นเบอร์หลาน ยายไม่มีโทรศัพท์ ไม่รู้จะบอกที่บ้านยังไง ช่วยถ่ายรูปยายแล้วส่งไปเขาหน่อย บอกว่าอยู่สนามหลวง สบายดี” ก็ช่วยยายตามคำขอ ยายยิ้มดีใจ ก็จะบอกว่าให้เจริญๆนะ

และนี่ก็เป็นเพียงส่วนเล็กเล็ก จุดเล็กเล็ก แม้ทุกคนต่างที่มา แต่ทุกคนก็พร้อมใจ ร่วมใจ เอาหัวใจมา แม้จะมาคนเดียว แม้ลำบากอย่างไร เพื่อให้ได้มาอยู่ใกล้ใกล้พ่อ ได้มาส่งพ่อ ได้มาทำเพื่อพ่อ ก็เพียงพอแล้ว