วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เพื่อไทย' จี้รัฐยุติเรียกค่าเสียหายจำนำข้าว

"เพื่อไทย" ออกแถลงการณ์ 5 ข้อ จี้รัฐยุติเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากโครงการรับจำนำข้าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์พรรคเรื่อง เรียกร้องรัฐบาลยุติการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจากโครงการรับจำนำข้าว โดยมีใจความว่า ตามที่รัฐบาลโดยความเห็นชอบของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เตรียมการที่จะออกคำสั่งทางปกครองให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชำระค่าเสียหายที่อ้างว่าเกิดจากการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าว เป็นจำนวนเงินประมาณ 35,000 ล้านบาทนั้น พรรคเพื่อไทยได้พิจารณาถึงข้อเท็จจริง หลักกฎหมายและเหตุผลทั้งปวงแล้วเห็นว่า การใช้คำสั่ง ทางปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายจากการดำเนินนโยบายสาธารณะของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญนั้นไม่อาจกระทำได้ และขัดต่อกฎหมาย หลักนิติธรรม และพันธกรณีระหว่างประเทศด้วยเหตุผล ดังนี้

1. โครงการรับจำนำข้าวเป็นนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลจะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าวตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ อันถือเป็นการดำเนินนโยบายสาธารณะเพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ จึงไม่อาจใช้เกณฑ์เรื่องกำไรหรือขาดทุนเพื่อกำหนดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดินได้ เช่นเดียวกับนโยบายสาธารณะอื่น ๆ การดำเนินการดังกล่าวจึงไม่อาจถือว่าเป็นการทำละเมิดที่จะนำมาเป็นเหตุเพื่อเรียกค่าเสียหายจากนายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องได้

2. รัฐบาลนี้ได้อำนาจมาโดยผลพวงจากการที่คสช.ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลเดิมที่มีน.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงความคิดเห็นผ่านสาธารณะชนหลายครั้งว่า ไม่เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าว รัฐบาลจึงขาดความเป็นกลาง และถือเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับอดีตนายกรัฐมนตรี ดังนั้น การที่รัฐบาลจะใช้วิธีการออกคำสั่งทางปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหาย และใช้คำสั่งของหัวหน้าคสช.เปลี่ยนแปลงกลไกทางกฎหมายปกติให้อำนาจของหน่วยงานรัฐ ยึด อายัดทรัพย์สินอดีตนายกรัฐมนตรีและผู้เกี่ยวข้องได้ทันทีโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมทางศาล และศาลยังมิได้มีคำพิพากษา การกระทำดังกล่าวเป็นการทำละเมิดหรือไม่นั้น จึงเป็นการกระทำที่ขาดความชอบธรรมและละเมิดสิทธิของอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งขัดต่อหลักนิติธรรม กรณีดังกล่าวหากรัฐบาลเห็นว่ามีการทำละเมิดและประสงค์จะเรียกค่าเสียหาย ก็ควรใช้ช่องทางฟ้องต่อศาลแพ่ง เพื่อให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดว่าได้มีการทำละเมิดจริงหรือไม่

3. กระบวนการเรียกให้ชำระค่าเสียหายโดยใช้วิธีการออกคำสั่งทางปกครอง ล้วนเกิดจากรัฐบาลและคสช.ที่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ในการตรวจสอบและกำหนดค่าเสียหายโดยอ้างว่าเกิดความเสียหายต่อหน่วยงานของรัฐ ทั้งๆ ที่การดำเนินโครงการดังกล่าวหน่วยงานของรัฐเท่านั้นเป็นผู้นำนโยบายไปปฏิบัติมาตั้งแต่ต้น คณะกรรมการดังกล่าวก็อยู่ในการกำกับหรือการบังคับบัญชาของรัฐบาลและคสช. ที่สามารถจะชี้นำการดำเนินการได้ทุกอย่าง การตรวจสอบและการเรียกค่าเสียหายจึงขาดความเป็นกลางและไม่สามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรมได้ จึงขัดต่อหลักนิติธรรม

4. แทนที่รัฐบาลจะเรียกค่าเสียหายจากน.ส.ยิ่งลักษณ์โดยใช้กลไกทางคดีแพ่งปกติ และใช้กฎหมายที่มีอยู่ แต่รัฐบาลและหัวหน้าคสช.กลับเลือกที่จะใช้วิธีออกคำสั่งทางปกครอง และอาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่คสช.ร่างขึ้น ออกคำสั่งฉบับที่ 39/2558 และฉบับที่ 56/2559 โดยให้ความคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการเรียกค่าเสียหายทางแพ่งให้ไม่ต้องรับผิด และให้อำนาจกรมบังคับคดีบังคับทางปกครองแทนที่จะเป็นหน่วยงานปกติ จะส่งผลให้การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ไม่สามารถถูกตรวจสอบตามกฎหมายปกติได้ จึงเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ ขัดต่อหลักความเสมอภาคที่กำหนดว่า บุคคลย่อมอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน อันถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามที่กำหนดโดยรัฐธรรมนูญ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองซึ่งประเทศไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม

5. มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมีเนื้อหาขัดหลักการประชาธิปไตย ขัดหลักนิติธรรม และขัดหลักการแบ่งแยกอำนาจ อำนาจตามมาตรานี้มิได้มาจากความยินยอมของประชาชน แต่เป็นสิ่งที่หัวหน้า คสช.เขียนให้อำนาจตนเอง ยิ่งกว่านั้น มาตรา 44 ได้กำหนดเงื่อนไขที่หัวหน้าคสช.จะสามารถใช้อำนาจได้ ซึ่งพรรคเห็นว่าการออกคำสั่งฉบับที่ 39/2558 และฉบับที่ 56/2559 มิได้เป็นไปตามเงื่อนไขที่มาตรา 44 กำหนดไว้ ดังนั้น การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งดังกล่าวจึงขัดหลักนิติธรรม

จากการที่กฎหมายเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายทางแพ่งโดยการฟ้องต่อศาลแพ่ง ดังเช่นที่เคยยื่นฟ้องอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมาแล้ว รัฐบาลในขณะนั้นมิได้มีที่มาจากการรัฐประหาร และมิได้เป็นคู่ขัดแย้งกับจำเลยคนดังกล่าว แต่ก็ยังเลือกใช้วิธีการฟ้องต่อศาลแพ่ง ในทางกลับกัน รัฐบาลปัจจุบันซึ่งมาจากการรัฐประหาร ทำให้รัฐบาลที่ดำเนินนโยบายจำนำข้าวต้องพ้นไป จึงควรต้องดำเนินการด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรมต่อผู้ที่ถูกกล่าวหา เพื่อให้สาธารณะชนได้รู้สึกว่า กระบวนการทั้งปวงไม่ใช่การดำเนินการที่มีแรงจูงใจทางการเมือง แต่เป็นการดำเนินการทางกฎหมายที่มีความเป็นกลางทางการเมือง ตามหลักนิติธรรม และสิทธิมนุษยชน

จากเหตุผลข้างต้น พรรคเพื่อไทยจึงไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะใช้วิธีการออกคำสั่งทางปกครองให้อดีตนายกรัฐมนตรีต้องรับผิดและชำระค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าว หากรัฐบาลและคสช.ประสงค์ที่จะพิสูจน์ว่ามีการทำละเมิดจริงหรือไม่ และใครเป็นผู้ทำละเมิด รวมถึงมีความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างไรในโครงการรับจำนำข้าว รัฐบาลและคสช.ควรสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองที่ดี ยึดมั่นในหลักนิติธรรม และปฏิบัติตามกฎหมายโดยการฟ้องคดีต่อศาลแพ่ง ดังเช่นที่เคยกระทำมาในอดีต เพื่อให้ศาลแพ่งเป็นผู้พิจารณาตัดสินเรื่องความรับผิดทางแพ่งและกำหนดค่าเสียหาย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย อันจะเป็นการผดุงความยุติธรรมที่แท้จริง พรรคเพื่อไทยเชื่อว่า การเคารพหลักนิติธรรมและสิทธิมนุษยชน จะนำไปสู่ความยุติธรรมและความสามัคคีปรองดองของคนในชาติต่อไป