ประเด็นการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่ว่างเว้นมานานถึง 3 ปี ยังเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย โดยปลัดกระทรวงแรงงาน
ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง(บอร์ดค่าจ้าง) ออกมาระบุว่าขณะนี้กำลังเข้าสู่กระบวนการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ที่จะต้องทำให้เสร็จสิ้นภายในเดือน ต.ค.นี้ เพื่อจะได้ประกาศใช้ให้ทันในต้นปี 2560
ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการค่าจ้าง ประชุมพิจารณาการขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ประจำปี 2560 โดยมีมติให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อศึกษาแนวทางการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ไปศึกษาสูตรคำนวณใหม่ เพื่อเพิ่มปัจจัยชี้วัดทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมอย่างรอบด้านยิ่งขึ้น ด้วยการใช้ข้อมูลกว่า 10 รายการประกอบการพิจารณา ทั้งด้านดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพ ต้นทุนการผลิต ราคาสินค้าและบริการ ความสามารถของธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) และสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งให้มีการศึกษาเทียบเคียงกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น
ขณะนี้ คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจฯ อยู่ระหว่างการเร่งรัดพิจารณาอย่างละเอียดและรอบคอบเพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศพร้อมไปกับการครองชีพอย่างคุณภาพของคนทำงาน และยืนยันว่าจะสามารถสรุปอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ได้ราวปลายเดือน ต.ค. นี้ เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และประกาศใช้พร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 ม.ค.2560 ต่อไป
“คณะกรรมการค่าจ้าง คำนึงถึงประโยชน์ของคนทำงานที่จะได้รับพร้อมไปกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศชาติ ซึ่งต้องดำเนินไปด้วยกัน การพิจารณาปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจึงต้องดำเนินการด้วยความละเอียด รอบคอบ และรอบด้าน และหวังให้คนทำงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะอาชีพที่ได้มาตรฐานมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ได้รับค่าจ้างสูงขึ้นมากกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำโดยขณะนี้ได้กำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแล้วถึง 55 สาขาอาชีพ สามารถไปรับการทดสอบมาตรฐานฝีมือได้จากสถาบันหรือศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ " ปลัดแรงงาน กล่าว
ทั้งนี้ แหล่งข่าวคณะกรรมการค่าข้างระบุว่าทิศทางการปรับค่าจ้างจะเป็นการลอยตัวค่าแรก แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นทีี่ จากข้อสรุปว่าการปรับมาเป็นค่าแรง 300 บาทเท่ากันทั้งประเทศครั้งก่อน เป็นการปรับตามเงื่อนไขทางการเมืองโดยขาดความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและตัวเลขค่าครองชีพแท้จริง
ขณะที่การศึกษาของอนุกรรมการค่าจ้าง มีแนวโน้มที่จะปรับค่าจ้างแบบลอยตัว ซึ่งทำให้ฝ่ายลูกจ้างคัดค้าน เนื่องจากมองว่า ไม่เป็นธรรมและอาจจะเกิดความเหลื่อมล้ำได้
โดยนายชาลี ลอยสูง รักษาการประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย(คสรท.) กล่าวว่า คสรท. ยังยืนยันว่า ตราบใดที่ภาวะเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายนั้นเท่ากันทั่วประเทศ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำก็ควรเท่ากันประเทศ
ถ้าหากผลสรุปอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ ในเดือน ต.ค.นี้ ไม่เป็นไปตามข้อเสนอของ คสรท. ที่ต้องการให้คณะกรรมการค่าจ้าง(บอร์ดค่าจ้าง) ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ โดย คสรท. ก็จะทำหนังสือถึงประธานบอร์ดค่าจ้าง ให้มีการทบทวนในเรื่องนี้ทันที และจะชี้แจงให้สังคมทราบถึงสาเหตุที่ต้องการให้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ
“ถามว่าทำไมค่าจ้างขั้นต่ำของแรงงานถึงต้องแตกต่างกัน คณะกรรมการค่าจ้างต้องดูข้อมูลด้วยว่าค่าครองชีพปัจจุบันปรับตัวสูงมากแล้ว ซึ่งในส่วนของข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจมีการปรับขึ้นค่าจ้างกันทั่วหน้าเท่ากันทั้งประเทศไปแล้วเหลือแต่ส่วนของผู้ใช้แรงงานที่ยังไม่ได้มีการปรับขึ้นค่าจ้างมากว่า 3 ปี หากว่าการปรับค่าจ้างไม่เท่ากันจะเกิดการไหลของแรงงานไปในพื้นที่ที่มีค่าจ้างที่สูงกว่า และส่งผลต่อผู้ประกอบการในอนาคตหรือไม่” นายชาลี กล่าว
รักษาการประธาน คสรท. กล่าวอีกว่า ในวันนี้หากจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ควรจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้เท่ากันทั่วประเทศ ส่วนจะปรับขึ้นมากหรือน้อยแค่ไหนก็อยากให้มาเจรจากันอีกครั้ง บนหลักการและข้อมูลทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
ดังนั้น ขอให้บอร์ดค่าจ้างทบทวนแนวทางให้อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเป็นผู้พิจารณา เนื่องจากมีการเสนอให้ปรับเพียง 13 จังหวัด อยากถามว่าทำไมอีก 64 จังหวัด ไม่ได้รับการเสนอปรับ และลูกจ้างได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท มาหลายปีแล้วจะอยู่รอดได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อมูลของอนุกรรมการค่าจ้าง 77 จังหวัดที่ได้รายงานเข้ามายังส่วนกลางถึงจังหวัดที่ขอขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ มีทั้งหมด 13 จังหวัด ได้แก่ จ.เพชรบูรณ์ สกลนคร พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี กระบี่ ภูเก็ต นราธิวาส อ่างทอง และสระบุรี ซึ่งเสนอขอปรับใน 2 อัตรา ฝ่ายนายจ้างเสนอเพิ่ม 15 บาท ส่วนฝ่ายลูกจ้างเสนอเพิ่ม 60 บาท
ขณะที่อีก 2 จังหวัด คณะอนุกรรมการค่าจ้างมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ในการปรับขึ้นค่าจ้าง โดยฝ่ายลูกจ้างขอปรับ แต่นายจ้างไม่ขอปรับ คือ จ.ปทุมธานี ลูกจ้างขอเพิ่ม 20 บาท และสมุทรสาคร 60 บาทส่วนจังหวัดที่เหลือไม่เสนอขอปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งรวมถึงกรุงเทพฯ ด้วย





