วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดักคอ'สมคิด'ขายโอทอปในสุวรรณภูมิ ไม่ต้องผ่าน'คิง เพาเวอร์'

“ชาญชัย” หนุนนโยบายประชารัฐ ขายสินค้าโอทอปใน“สุวรรณภูมิ”ทำได้เอง ไม่ต้องผ่าน“คิง เพาเวอร์”

ที่โรงแรมสุดาพาเลส นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตส.ส.นครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตรองประธานกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงกรณีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มีนโยบายทำโครงการประชารัฐ โดยให้บริษัท คิง เพาเวอร์สุวรรณภูมิ นำสินค้าโอทอปไปขายในสนามบินสุวรรณภูมินั้น ตนเห็นด้วย แต่ไม่เห็นด้วยที่จะให้ดำเนินการผ่านบริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ เนื่องจากยังมีพื้นที่นอกเขตสัมปทานของเอกชนรายดังกล่าวตามสัญญา อีกหลายพันตารางกิโลเมตร ร้านค้าที่อยู่ในการส่งเสริมของรัฐ หรือกิจกรรมที่รัฐจะจัด สามารถทำได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดให้เอกชนรายดังกล่าว 

นายชาญชัย กล่าวว่า หากนายสมคิด ต้องการให้มีการดำเนินการขายสินค้าโอทอปผ่านบริษัทรายดังกล่าว เขาก็จะเก็บเงินกับผู้ประกอบการ SMEs จึงควรเปิดพื้นที่ใหม่ไปเลยเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าโอทอปที่มีคุณภาพได้มีช่องทางออกไปสู่ต่างประเทศได้ ก็เป็นเรื่องดี อย่าได้สร้างภาพให้คิง เพาเวอร์เป็นผู้สนับสนุน เพราะผ่านมา 10ปี เอกชนรายนี้ไม่ทำอะไรตามสัญญาใด ๆ ทั้งสิ้น ทั้งที่สัญญาในการเข้ามาบริหารพื้นที่ในสนามบินสุวรรณภูมิระบุไว้ว่าต้องส่งเสริมสินค้าเหล่านี้ แต่พอได้สัญญากลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เจ้าหน้าที่ของรัฐถือเป็นตัวดี เอื้อประโยชน์ให้เขาอีกด้วย บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน (ทอท.) ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ 

นายชาญชัย กล่าวว่า ถ้าจะส่งเสริมการท่องเที่ยว อยากให้ร้านค้าในเมืองที่มีขายสินค้าปลอดอากรแล้วให้ต่างชาติเอาเงินมาซื้อ เพื่อส่งเสริมโอทอป เอสเอ็มอี หรือสินค้าแบรนด์ดัง ๆ เพื่อให้มีการนำเงินมาทิ้งในประเทศไทย ก็สามารถทำได้โดยตรง ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหาว่า สนามบินสุวรรณภูมิ อนุมัติได้เฉพาะเครือข่ายคิง เพาเวอร์ คนอื่นเข้าไปทำมาหากินไม่ได้ แบบนี้ไม่เป็นธรรมกับคนไทย รัฐก็สูญเสียรายได้ ถ้าเปิดให้เอกชนหรือใครที่มีความสามารถในการแข่งขันเข้ามาขายได้ ก็จะนำรายได้ส่งรัฐเพิ่มขึ้นอีกทาง ให้มีการแข่งขันกัน ไม่ใช่การผูกขาดทั้งระบบให้คิง เพาเวอร์ แล้วเลี่ยงการเสียภาษีต่าง ๆ ให้กับรัฐ

"ถึงมีการประชุมของคณะกรรมการจากกระทรวงการคลัง ที่มีนายสมชาย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อช่วงต้นปี ระบุว่า ถ้าใครจะเอาสินค้าไปขายในสนามบิน ต้องขออนุญาตจาก คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ เพื่อทำสัญญาเช่าพื้นที่ก่อน ถึงจะมาขอเซ็นสัญญาจากรัฐ ถึงจะขายสินค้าได้ ผมว่าถ้าทำแบบนี้ เท่ากับยกสนามบินสุวรรณภูมิให้คิง เพาเวอร์ ทั้งหมด นี่ระดับกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นดูแลทรัพย์สินของรัฐ ยังออกมาระบุเช่นนี้ ผมดูแล้วมันผิดแปลกมากว่าข้าราชการเหล่านี้ ไม่ได้พิทักษ์สิทธิและทรัพย์สินของประเทศ กลับไปปกป้องทรัพย์สินของเอกชนเสียส่วนใหญ่ ผมกล่าวหาเลย เพราะมันเฮงซวยจริงๆ วันนี้ผมเอารายงานการประชุม เมื่อวันที่1ม.ค.56 วาระที่4.3.4 เรื่องการ ส่งมอบสินค้าปลอดอากรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือจุดดรับสินค้าปลอดอากร (Pick up counter) ในนี้เขียนไว้ชัดว่าให้บริษัทใหม่ในเครือคิง พาวเวอร์ คือ บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ที่ตั้งอยู่ในซอยรางน้ำ มาเซ็นสัญญาตั้งร้านรับสินค้าปลอดอากรที่ขายในซอยรางน้ำ ที่ต้องนำส่งขึ้นเครื่องบิน ก็ต้องผ่านที่สนามบินเพื่อนำออกไปต่างประเทศ กับทอท.โดยตรง ไม่ต้องผ่านบริษัทลูก อย่าง คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ที่เป็นผู้รับสัมปทานบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั้งหมด ถ้าในสัญญาเป็นไปตามที่ปลัดกระทรวงการคลังพูด ทอท.ให้พื้นที่กับใครไม่ได้ แต่ไฉนถึงให้บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล มาเซ็นสัญญาเช่าพื้นที่ดังกล่าวได้  

อีกทั้งสัญญาเดิมตั้งแต่ปี 48 สินค้าหรือบริการใดที่ต้องผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ ต้องจ่าย 15% ให้ทอท. แต่บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ส่งสินค้าปลอดอากรจากคนที่ซื้อที่ซอยรางน้ำแล้วมาผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ นับเป็นเงินเกือบแสนแล้ว ไม่เคยจ่ายแม้แต่สตางค์แดงเดียว เป็นเวลา 7 ปี จนถึงปี56 ทอท.ถึงจะเริ่มเก็บเงิน แต่ไม่ได้เก็บ 15% มีการตั้งกติกาใหม่เก็บแค่ 3% กับบริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล นี่คือระบบราชการไปเอื้อประโยชน์โดยตรง ดังนั้น เป็นการยืนยันว่าสนามบินสุวรรณภูมิ คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิไม่ได้มีสัญญาครอบคลุมทั้งหมด ถึงมีที่ว่างให้บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล มาทำสัญญา และการเก็บรายได้น้อยกว่าที่เก็บกับคนอื่นที่มาทำพื้นที่กับคิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ ทำให้รัฐหายไม่น้อยกว่า 12% หรือราว 1.2หมื่นล้านบาท เป็นการจงใจหลีกเลี่ยงเสียรายได้และภาษีอื่น ๆ ที่คิง เพาเวอร์ และทอท. ร่วมกันโกงประเทศไทย"