อุทธรณ์สั่งคุก16เดือนปรับ4หมื่น 'ธีรวัฒน์'ผิดพรบ.วิทยุคมนาคม

อุทธรณ์สั่งคุก16เดือนปรับ4หมื่น 'ธีรวัฒน์'ผิดพรบ.วิทยุคมนาคม

ศาลอุทธรณ์แก้โทษ "ธีรวัฒน์" แนวร่วม นปช. จำคุก16เดือนรอลงโทษ ปรับ4หมื่น ผิดใช้เครื่องวิทยุคมนาคมปี52 โดยไม่ได้รับอนุญาต

ที่ห้องพิจารณา 910 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หมายเลขดำ อ.196/2555 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายชินวัฒน์ หาบุญพาด แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนายธีรวัฒน์ บุญพา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐาน ร่วมกันมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต , จัดตั้งสถานีวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต และจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม อันเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 มาตรา 6,11,22,23

ตามฟ้องอัยการโจทก์ เมื่อวันที่ 26 ม.ค.55 บรรยายพฤติการณ์จำเลย สรุปว่า ระหว่างวันที่ 9 ม.ค. - 13 เม.ย.52 จำเลยทั้งสอง ได้มีและใช้วิทยุคมนาคม เครื่อง FM TRANSMITTER ที่ไม่ปรากฏหมายเลขทะเบียน ซึ่งมีคลื่นความถี่ใช้งานภาคส่งที่คลื่นวิทยุ 107.5 เมกะเฮิรตซ์ พร้อมเครื่องขยายกำลังส่งตราอักษร R.V.R. รุ่น PJ. 1000 C-LCD ชนิดประจำที่ ที่มีหมายเลยเครื่อง 1278 ซึ่งไม่ปรากฏทะเบียน โดยตรวจพบการใช้วิทยาคมนาคม ที่ตั้งสถานีวิทยุคมนาคมผ่านคลื่น ณ อาคารเอ็มพี ทาวเวอร์ เลขที่ 731 เขตดินแดง โดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจทำให้เกิดการรบกวนความถี่วิทยุ ของสถานีวิทยุกระจายเสียง กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี เหตุเกิดที่แขวง – เขตดินแดง กทม. จึงขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมาย จำเลยให้การปฏิเสธ

ขณะที่ระหว่างพิจารณาคดีนายชินวัฒน์ จำเลยที่ 1 มีพฤติการณ์หลบหนี ไม่มาศาลตามนัด ศาลจึงให้ออกหมายจับพร้อมปรับนายประกัน โดยให้จำหน่ายคดีในส่วนของนายชินวัฒน์ เลยที่ 1 ออกจากสารบบความเป็นการชั่วคราวไว้ก่อน จนกว่าจะได้ตัวกลับมาดำเนินคดี

โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 23 ก.ย.58 ให้จำคุกนายธีรวัฒน์ จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 3 ปี ฐานกระทำผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคมฯ มาตรา 6, 11, 23 แต่คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ ลดโทษให้ 1 ใน 3 ให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี และให้ริบเครื่องส่งของ ต่อมาจำเลย ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีและขอให้ศาลรอการลงโทษ

ซึ่งวันนี้ นายธีรวัฒน์ จำเลย เดินทางมาพร้อมนายธำรง หลักแดง ทนายความ

โดยศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า โจทก์ มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่สถานีวิทยุกระจายเสียง กรมการขนส่งทางน้ำ , เจ้าหน้าที่พาณิชย์นาวี เบิกความว่า หลังได้รับร้องเรียนว่ามีคลื่นแทรกรบกวนคลื่นวิทยุ 107.5 เมกะเฮิรตซ์ จึงเข้าไปตรวจสอบพบว่ามีคลื่นวิทยุชุมชนแทรกเข้ามาระหว่างออกอากาศของสถานี โดยคลื่นวิทยุชุมชนดังกล่าวถูกปล่อยออกมาจากอาคารเอ็มพี ทาวเวอร์ จึงได้ขอหมายศาล เข้าตรวจค้นพบว่าเครื่องส่งสัญญาณวิทยุอยู่ชั้น 21 และมีเสาสัญญาณต่อไปที่ดาดฟ้าอาคารดังกล่าว จึงได้ประสานกองร้อยควบคุมฝูงชน เข้าตรวจค้นอาคารสามารถยึดเครื่องส่งวิทยุได้

ส่วนจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าได้เช่าพักอาศัยอยู่ชั้น 21 อาคารดังกล่าวจนหมดสัญญาเช่า ซึ่งเป็นช่วงก่อนมีคลื่นวิทยุชุมชนรบกวนคลื่นวิทยุ 107.5 เมกะเฮิรตซ์ ของสถานีวิทยุกระจายเสียง กรมการขนส่งทางน้ำ และจำเลยเช่าเฉพาะห้องพักชั้น 21 ไม่ได้เช่าดาดฟ้าซึ่งเป็นที่ตั้งเสาสัญญาณ จึงไม่ใช่การกระทำของจำเลยนั้น โจทก์มีผู้ดูแลอาคารเบิกความว่า หลังหมดสัญญาเช่าจำเลยที่ 2 ยังชำระค่าเช่าต่อโดยไม่ได้ทำสัญญา และพื้นที่ชั้นดาดฟ้าก็ไม่ใช่พื้นที่เช่าโดยตรง จึงไม่ต้องทำสัญญาเช่าก็ได้ ซึ่งคำเบิกความพยานโจทก์ยังสอดคล้องกับพยานหลักฐานจำเลยที่ 2 นำชิ้นส่วนเครื่องมือมาต่อเติมระหว่างชั้น 21 และดาดฟ้า

ส่วนที่จำเลยอ้างว่า เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นปรากฏว่าสายเชื่อมสัญญาณระหว่างเครื่องส่งวิทยุที่ชั้น 21 และเสาสัญญาณที่ดาดฟ้าถูกตัดออกนั้น ข้อเท็จจริงได้ความว่าเจ้าหน้าที่เข้าตรวจอาคารหลายครั้ง ซึ่งสัญญาณเชื่อมต่ออาจถูกตัดก่อนการตรวจค้นครั้งที่ 2 ก็เป็นได้

ส่วนที่จำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่า รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550 ให้สิทธิจำเลยจัดตั้งสถานีวิทยุได้นั้น ขณะที่จำเลยที่ 2 ใช้เครื่องส่งวิทยุและเสาสัญญาณยังไม่มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ตามที่รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวกำหนดให้มีองค์กรทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ จำเลยที่ 2 จึงไม่ได้รับอนุญาตให้มีหรือใช้เครื่องวิทยุคมนาคม และจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม จำเลยจึงกระทำผิดตามฟ้อง แต่ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิด 2 กรรมนั้นศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย จำเลยกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท

จึงพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันมีและใช้เครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตและจงใจกระทำให้เกิดการรบกวนหรือขัดขวางต่อการวิทยุคมนาคม ให้จำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 2 ปี ปรับ 60,000 บาท คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษเหลือ 1 ปี 4 เดือน ปรับ 40,000 บาท แต่การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นเหตุร้ายแรง อีกทั้งจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายธีรวัฒน์ จำเลย ได้ชำระเงินค่าปรับ 40,000 บาท ก่อนจะเดินทางกลับ