“สรรเสริญ”เดินหน้ายกเครื่อง"กรมประชาฯ" เปิดรับฟังความเห็นปรับผังทำช่อง11ให้เป็นโทรทัศน์ของประชาชน ไม่อวยรัฐบาล เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้ (3 ต.ค.) พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รักษาราชการในตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เข้าประชุมมอบนโยบายต่อผู้บริหารกรมประชาสัมพันธ์
โดยภายหลังการ ำพล.ท.สรรเสริญ เปิดเผยว่าเป็นการมารับทราบข้อมูล ซึ่งที่ผ่านมามีการศึกษาของเรื่องกรมประชาสัมพันธ์มาบ้างแล้ว ตั้งแต่วันที่ได้รับมอบหมายภารกิจจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) วันนี้จึงมาฟังบรรยายสรุปของแต่ละส่วนให้ตรงประเด็น ว่าปีที่ผ่านมาแต่ละส่วนนั้นได้ทำอะไรไปบ้างแล้ว และปี 2560 แต่ละส่วนจะทำอะไร หรือติดปัญหาข้อขัดข้องตรงไหนที่อยากให้ช่วยสนับสนุน
โดยจะเก็บข้อมูลไว้พิจารณา เนื่องจากเรื่องราวค่อนข้างมาก และเป็นเรื่องใหม่ของตน ตอนนี้ยังไม่ได้มอบหมายนโยบายมากนัก เพียงแต่ได้ชี้แจงไปว่า อยากให้กรมประชาสัมพันธ์ สถานีโทรทัศน์ สถานีวิทยุ เป็นสถานีของประเทศไทยและประชาชน ไม่ใช่เป็นสถานีของรัฐ ไม่ต้องอวยรัฐ ประจบรัฐ ไม่ต้องทำเพราะความเกรงใจของรัฐบาล แต่ขอให้ชี้แจงในเนื้อหาสาระในสิ่งที่รัฐบาลทำว่าทำอะไร ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไรจากเรื่องนั้นๆ เขาจะอยู่ส่วนไหนของโครงการนั้นๆ แล้วจะมีส่วนช่วยให้โครงการเหล่านั้นขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างไร
"ถ้าประชาชนไม่เปิดใจรับสิ่งใหม่เลย จะทำให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้ยากอย่างไร รวมทั้งวิธีการที่ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการนั้นๆ จะทำอย่างไร"
ยึดผลงาน-อาวุโสแต่งตั้งโยกย้าย
ส่วนในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายหรือการสรรหาบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งตั้งแต่ระดับรองอธิบดีลงมานั้น ตนขอยืนยันว่า ตนรู้จักทุกคน แต่ว่าคงต้องเอาแนวทางที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายแนวทางมา ซึ่งต้องดูในเรื่องของความอาวุโส และขีดความสามารถควบคู่ไปด้วยกัน หากไม่คำนึงถึงความอาวุโสเลย คนที่รับราชการมาเป็นเวลานาน ก็จะเกิดความท้อใจที่ไม่ได้รับการพิจารณาหรืออย่างไร
ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาความสามารถควบคู่ไปด้วย เพราะหน่วยงานใดก็ตามที่คำนึงแต่เรื่องอาวุโสอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงความสามารถ ก็จะไม่เกิดการตื่นตัว ความขยันหมั่นเพียร ความรับผิดชอบ และความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องราวต่างๆ
“ผมจะใช้ทั้งสองส่วนในการพิจารณาร่วมกับผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ขอให้เกิดความสบายใจได้ ไม่ต้องไปวิ่งเต้นใดๆ ทั้งสิ้น”
เร่งปรับระบบอนาล็อกสู่ยุคดิจิทัล
เมื่อถามว่า กรมประชาสัมพันธ์ยุคใหม่จะแตกต่างจากยุคเดิมหรือไม่ พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า ตนไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ยุคเดิมเป็นอย่างไร แต่สมัยนี้จะเป็นแบบที่ตนกล่าวมา นอกจากนี้ ต่อจากนี้ไปกรมประชาสัมพันธ์ จัไม่มีการวิ่งเต้นใช้เส้นสายใดๆ เพื่อให้เกิดความสบายใจ เพราะนายกฯ ได้เคยบอกว่า การที่จะทำให้หน่วยงานบริสุทธิ์ยุติธรรม ต้องทำให้เขาเกิดความเชื่อมั่นในตัวเรา ด้วยการทำตัวให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ยุติธรรม โปร่งใส เสียก่อน แล้วค่อยไปกำกับคนอื่น ซึ่งตนจะรับแนวทางนี้มาเป็นแนวทางปฏิบัติ
อย่างไรก็ตาม นายกฯ ไม่ได้กำชับในเรื่องที่จะพูดต่อไป แต่เป็นเรื่องเผือกร้อนที่รอผมอยู่ คือ เรื่องการเปลี่ยนระบบโครงข่ายจากระบบอนาล็อกเป็นระบบดิจิทัล ที่ทราบมาว่ามีปัญหามานานจากบริษัทที่เข้าประกวดราคา มีการร้องถ้าดำเนินต่อไปก็จะถูกฟ้อง หรือหยุดก็จะถูกฟ้อง แต่ละบริษัทที่ว่า ก็มีหน่วยงานที่มีความเห็นสอดคล้องและเห็นต่างบ้างในบางหน่วย ตนต้องเข้ามาปรึกษาหารือกับผู้ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะแก้ไขปัญหานี้ โดยแนวทางแก้ไขปัญหาจะต้องสามารถดำเนินต่อไปได้บนพื้นฐานความไว้ใจซึ่งกันและกัน ทั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง และบริษัทที่เข้ามาประกวดราคา จะต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง ซึ่งจะดำเนินการอย่างเร็วและรอบคอบที่สุด
รับฟังความเห็นปรับรูปแบบรายการ
เมื่อถามว่า จะมีการให้ประชาชนเสนอรายการของกรมประชาสัมพันธ์ มีรูปแบบไหน พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า ก็พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็น โดยปัจจุบันก็มีคณะทำงานในการปรับปรุงผังรายการทั้งหลายอยู่ ซึ่งในวันนี้ตนก็มีโอกาสสอบถามเรื่องถ่ายทอดสดว่า มีช่องทางในการติดต่อร้องขออย่างไร แล้วเราตอบสนองไปแล้วแค่ไหน เราปฏิเสธไปแค่ไหนอย่างไร จะต้องคิดถึงคุณภาพของงานที่ออกมา ไม่ใช่คิดแต่จะถ่ายทอดสมใจนึกแล้ว
ดังนั้นวันข้างหน้าเราจะต้องคำนึงถึงคนดูว่าดูแล้วได้อะไร ซึ่งตนก็ได้ให้เป็นการบ้านไปให้คิดในเรื่องนี้ และยังให้การบ้านอีกข้อหนึ่ง ตนมองว่าการประชาสัมพันธ์จังหวัดเป็นกระสุนนัดแรก ซึ่งจะต้องมีการประสานในการทำงานมากขึ้น โดยประชาสัมพันธ์จังหวัดจะต้องประสานข้อมูลไปจากส่วนกลางเพื่อไปสู่ประชาชน ผู้ว่าราชการจังหวัด สื่อในพื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จะกระจายข่าวในพื้นที่อย่างเหมาะสม
ให้การบ้านเขียนวิสัยทัศน์คนละหน้า
ซึ่งได้ให้การบ้านผู้บริหารจะต้องเขียนด้วยลายมือเป็นการบ้านมาส่งตน คนละ 1 หน้ากระดาษเอ 4 แผนงานหรือวิสัยทัศน์ในปี 2560 จะทำอย่างไร ภายใน 1 สัปดาห์
ทั้งนี้ เราไม่ได้เป็นกระบอกเสียง แต่เราเป็นองค์กรของรัฐที่ทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อพัฒนาประเทศว่า รัฐบาลกำลังอะไร และจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างไร โดยนายกฯ สั่งว่า ไม่ได้ต้องการให้คนประชาสัมพันธ์หรือในสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ ทำงานด้วยความเกรงใจรัฐบาล แต่ต้องการให้สื่อเรื่องที่เป็นประโยชน์ลงไปยังประชาชนว่าเราขับเคลื่อนไปอย่างไร ประชาชนจะได้รับประโยชน์และ ช่วยให้ประเทศขับเคลื่อนไปอย่างไร
“นักวิชาการ”ชี้ควรถือโอกาสปฎิรูปสื่อ
ด้านนายธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา อาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) ในฐานะที่ทำงานใกล้ชิดหน่วยงานราชการและท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง ได้แสดงความเห็นกรณีนี้ว่า การแสดงวิศัยทัศน์ของพล.ทสรรเสริญยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร เพราะการที่อยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี และมีกฎระเบียบในการตรวจสอบที่ชัดเจนอยู่แล้ว จะทำให้โปร่งใสในลักษณะใดอีก เป็นคำตอบที่กว้างไป
“ถ้ารักษาการราชการแทนอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ต้องการจะเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ประเทศอย่างแท้จริง ควรที่จะคิดถึงการปฎิรูปสื่อ กับกลไกทั้งหมดซึ่งไม่ใช่แค่ช่อง 11 แต่ยังมีไทยพีบีเอสอีก ที่ได้เงินจากภาษีเหล้า บุหรี่ และถ้ารัฐบาลใช้ประโยชน์ในวาระตรงนี้มาปฎิรูปวงการข่าว เพื่อให้เนื้อหาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน การทำเพียงการชี้แจงผลงานอย่างเดียว มันคงไม่ตอบโจทย์ แต่หากให้ความสำคัญในเนื้อหา ที่จจะใช้สื่อสารจะมีประโยชน์มากกว่า และอย่าไปยึดติดเพียงช่องทางสื่อ โทรทัศน์ วิทยุ มันเปผ้นแนวคิดแบบเก่า ทุกวนนี้เรามีสื่อโซเชี่ยลมีเดียเข้ามา ควรจะใช้ให้เป็นประโยน์ ”
นายธัชเฉลิม กล่าวอีกว่า การสื่อสารยังเป็นเรื่องที่ราชการไทยยังอ่อนด้อยอยู่พอสมควร จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องสื่อสารข้อมูลที่มีประโยชน์กับประชาชน และมั่นใจว่าประชาชนต้องสนใจ เช่น เรื่องสุขภาพ กรมประชาสัมพันธ์สามารถเป็นกระบอกเสียงให้กับกระทรวงสาธารณสุขได้เป็นอย่างดี ในการเตือนการใช้ยา การเปลี่ยนภัยสารปนเปื้อน สารเคมีในยาต่างๆทั้ง ลดความอ้วน ลดสิว เป็นต้น
“ เพราะเรื่องสุขภาพคนสนใจกันมาก แต่มักจะมีการส่งต่อข่าวที่ข้อมูลบยิดเบือน ผิดพลาดและคลาดเคลื่อนเป็นจำนวนมากในโลกออนไลน์ ตรงนี้รัฐสามารถเข้ามาช่วยตรวจสอบเพื่อความถูกต้องได้ ”




