วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เสริมทักษะชีวิตเยาวชน ลดปัญหา‘เด็กล่องลอย’

แนวคิดในการขับเคลื่อน“โครงการจัดการศึกษาเพื่ออาชีพให้แก่เยาวชน”

ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนของนักเรียน ให้มีความเข้าใจ มีเป้าหมายชีวิต รู้จักวางแผนชีวิต สังเคราะห์ความถนัดเพื่อการมีอาชีพให้สอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศนั้น

เกิดขึ้นจากการหารือกันของ 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) 

โดยมีเป้าหมายที่จะนำร่องใน 10 จังหวัด ประกอบด้วย จ.เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี ตราด นครราชสีมา อำนาจเจริญ สุรินทร์ ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี จากเหตุที่ปัจจุบัน สังคมไทยมีเยาวชนกว่า 40% ของระบบการศึกษาทั้งหมด พ้นจากการศึกษาชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลายโดยไม่มีทักษะในการออกไปทำงาน

นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาละย ระบุว่าโครงการดังกล่าวมาจากความห่วงใยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีต่อเยาวชนในกลุ่มที่ออกจากระบบการศึกษา ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสะสมเพิ่มขึ้นในแต่ละปี 

แม้ว่าส่วนหนึ่งสามารถเข้าสู่ระบบการศึกษานอกโรงเรียน(กศน.) แต่ยังมีอีกประมาณ 3-5 ล้านคนที่ไม่ได้เรียนต่อ กลายเป็นกลุ่ม "เด็กล่องลอย” ไม่สามารถมีงานทำ และไม่รู้ว่าจะประกอบอาชีพอะไร แขวนตัวเองอยู่ในสังคมซึ่งจะพบเห็นเยาวชนกลุ่มนี้ได้ในทุกชุมชนทั่วประเทศ

งานวิจัยทางสังคมชี้ว่า การออกจากระบบการศึกษาของกลุ่มเด็กล่องลอย มี 2 รูปแบบ คือ รูปแบบแรก ออกกลางคัน สาเหตุหลักมาจากฐานะที่ยากจนของครอบครัว หรือเยาวชนอยู่ในครอบครัวที่เปราะบาง จึงไม่สามารถศึกษาเล่าเรียนต่อไปได้ รูปแบบที่สอง “ถูกผลักออก หรือพุชเอ้าท์ (Push Out)” ส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่มีการแสดงออกที่ก้าวร้าว ก่อเหตุทะเลาะวิวาท รุนแรง ไม่สามารถปรับตัวกับระบบวัดผลทางการศึกษา มีพฤติกรรมก่อปัญหาทำลายชื่อเสียงสถาบันจนผู้บริหารโรงเรียนต้องให้ออกจากโรงเรียน ซึ่งปัจจุบันจำนวนเด็กกลุ่มนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้เมื่อเด็กออกจากระบบการศึกษาแล้ว หรืออยู่นอกรั้วโรงเรียน ในสังคมไทยมีอัตราส่วนระหว่าง พื้นที่เสี่ยง : พื้นที่ดี เท่ากับ 2 : 1 ซึ่งพื้นที่เสี่ยง คือ สถานบันเทิง อาบอบนวดโต๊ะสนุ๊ก บ่อนการพนัน แหล่งมั่วสุมยาเสพติด พื้นที่ดี คือ สวนสาธารณะ ห้องสมุด หอศิลป์ สนามกีฬา สนามเด็กเล่น 

ทำให้เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา จึงมีความเสี่ยงที่จะสร้างภาระและก่อให้เกิดเป็นปัญหาสังคม ซึ่งแบ่งออกเป็นอย่างน้อย 6กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มแรก ยุวอาชญากรปีละประมาณ 50,000-60,000 คน ซึ่งเป็นเยาวชนที่ก่อคดีต่างๆ ทั้งลัก วิ่ง ชิง ปล้น

กลุ่มที่ 2 เด็กเร่ร่อน จำนวนประมาณ 30,000 คน กลุ่มที่ 3 เยาวชนหญิงที่ท้องในวัยเรียน ประมาณ 150,000 คน กลุ่มที่ 4 กลุ่มขายบริการทางเพศ ทั้งเด็กชาย-เด็กหญิงประมาณ 70,000-80,000 คน กลุ่มที่ 5แรงงานเด็ก ประมาณ 50,000-60,000 คน และกลุ่มสุดท้าย เด็กข้ามชาติ ซึ่งในระยะพบว่าจำนวนเพิ่มขึ้นและกำลังเป็นประเด็นใหญ่ของสังคมที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข

ทั้งนี้ ในอดีตระบบการศึกษาไทย มีการสอดแทรกเนื้อหาการเพิ่มทักษะวิชาชีพไว้ในหลักสูตรอยู่แล้ว เช่น การจัดชมรมต่างๆ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้ เพิ่มทักษะอย่างแท้จริง เนื่องจากปรัชญาการศึกษาไทยที่ผ่านมา มุ่งเน้นการเรียนเพื่อศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา และจะมีเด็กที่ไปถึงดวงดาวเพียง 30% ของจำนวนนักเรียนมัธยมปลายทั้งหมด ส่วนอีก 70% เข้าเรียนอาชีวะศึกษา

นายสมพงษ์ ระบุว่า เยาวชนเหล่านี้ คือกลุ่มเด็กที่พ่ายแพ้ต่อระบบการศึกษา เป็นเด็กหลังห้องที่ไม่เคยมีใครเหลียวแลเอาใจใส่ การดูแลเด็กกลุ่มนี้จึงถือว่า ถูกต้องและถูกทางแล้ว เพราะเราควรคืนสิทธิทางการศึกษาให้พวกเขาได้เท่าเทียมกับเด็กปกติ 

แต่แนวคิดนี้ยังมีข้อควรคำนึง 4 ประเด็น ที่อาจมองข้ามไป คือ ประเด็นแรก สืบเนื่องจากการสอดแทรกหลักสูตรเพิ่มทักษะวิชาชีพให้เด็กได้เรียน เพื่อให้สามารถเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมนั้น แน่นอนว่า การรับจ้างเป็นกรรมกรดีกว่าการไม่มีงานทำ แต่ในเมื่อเราให้โอกาสในการเรียนเพื่อการมีอาชีพแล้ว ไม่ควรนำพาเขาเข้าไปสู่สิ่งที่เรากำหนด ซึ่งค่อนข้างตายตัว และควรให้โอกาสการเลือกช่องทางทำกิน และควรเน้นการงานที่มีในท้องถิ่น ที่มีลักษณะการสืบสานตามวิถีชีวิตของคนในชุมชน

ประเด็นที่ 2 การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่เด็ก ม.3 นั้น มองว่าไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของช่วงวัย และเห็นควรให้เริ่มจาก ม.1 เพราะน่าจะเป็นวัยที่เปิดรับแรงบันดาลใจต่างๆ ก่อนจะเริ่มแสวงหาตัวตน ความต้องการ ความถนัด จึงควรปูพื้นฐานทักษะในลักษณะ ห้องฝึกประสบการณ์การทำงานในสาขาวิชาชีพต่างๆ ควบคู่กับการเรียนตามแนวทางอินโนเวชั่น หรือครีเอทีฟ 

ประเด็นที่ 3 เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาไปแล้ว ต้องนำพาเด็กเหล่านี้กลับคืนเข้าสู่ห้องเรียนให้ได้ โดยหลักสูตรต่างๆ ในระบบการศึกษาต้องเชื่อมโยงกันจนสามารถให้เด็กเหล่านี้กลับเข้าห้องเรียนและสามารถเรียนได้จนสำเร็จการศึกษา

“หากไม่นับการดึงเด็กกลับเข้าห้องเรียนให้ได้แล้ว ประเด็นนี้ ถือว่าเป็นเรื่องยาก เพราะเราต้องรื้อหลักสูตรสายสามัญ กับสายอาชีพ ระดับประกาศนียบัตร ให้มีความหยืดหยุ่น สามารถโอนย้ายหน่วยกิจได้อย่างเหมาะสม และยังสามารถเรียนได้ถึงระดับอุดมศึกษา เช่น เด็ก ปวช. ที่ออกจากการเรียนเพื่อทำงานสามารถสอบเข้าเรียนต่อในสถาบันการศึกษากลุ่มเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)”

ประเด็นที่ 4 การรองรับเด็กกลุ่มนี้เมื่อสำเร็จการศึกษา ภาคเอกชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่านี้ ในการส่งเสริมการมีรายได้ระหว่างเรียน และมีงานรองรับ เช่น โรงงานจิวเวลรี่แห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา ทำโครงการให้โอกาสเด็กด้อยโอกาสมาฝึกงานในองค์กร และเมื่อเห็นแววดีในทักษะก็สามารถรับเข้าทำงานหลังสำเร็จการศึกษาได้ทันที

////

ล้อมกรอบ

‘แรงงาน’พร้อมร่วมแนะอาชีพ

ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่าเป็นโครงการที่ดี สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการลดเวลาเรียนและเพิ่มเวลารู้ รวมทั้งอยากให้เรื่องอาชีพเข้าไปในระบบของโรงเรียน เพื่อจะได้ปลูกฝังให้เด็กมีแนวความคิดในเรื่องประกอบอาชีพ แต่บางทีอาจจะลืมชวนกระทรวงแรงงานเข้าร่วมด้วย 

เนื่องจากกระทรวงแรงงาน โดยกรมการจัดหางาน(กกจ.) ก็มีระบบแนะแนวอาชีพตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาขึ้นไป เพื่อให้เด็กและเยาวชน มีความเข้าใจถึงโลกอาชีพ ว่า มีอะไรบ้าง ให้เด็กได้ข้อมูลมากที่สุดเพื่อวางแผนอนาคตของเด็กต่อไปได้

“ที่ผ่านมา สสค. เคยเข้ามาหารือเรื่องอื่นกับกระทรวงแรงงาน แต่อาจจะมองว่าเราไม่ได้แตะกลุ่มเด็กเล็กขนาดนี้ แต่ที่จริงแล้วเคยได้ทำโครงการร่วมกับจังหวัดอุดรธานี ที่อยากให้เด็กมีผลสำเร็จในเรื่องภาษาอังกฤษและทักษะชีวิต เรา ก็เอาระบบงานของ กกจ. ไปใส่ในโรงเรียน โดยตั้งเป็นศูนย์แนะแนว มุมอาชีพในโรงเรียน 8 แห่ง มีการอบรมให้กับครูแนะแนวในจังหวัด รวมทั้งให้ครูสอนภาษาอังกฤษไปสอนภาษาให้กับเด็ก”

ดังนั้น สสค.ควรจะเชิญกระทรวงแรงงาน โดยเอาตัวแนะแนวของ กกจ. เข้าไปเสริม เพราะเมื่อให้ความรู้เด็กในเรื่องอาชีพ จะต้องมาต่อยอดให้กับเด็กจบการศึกษาในระดับที่ต้องฝึกงานจริง เพื่อให้เรียนรู้กับโลกการทำงานจริง และมองหนทางการทำงานในอนาคต