กรรมการ กขช. ยุค "ยิ่งลักษณ์" ส่อต้องจ่ายชดเชยเสียหายจำนำข้าว 80% "วิษณุ" ขอพิจารณาสำนวนจากปปช. พร้อมขีดเส้นป.ป.ท.ฟันอาญาภายใน 6 เดือน
การหาตัวผู้ชดใช้ค่าสินไหมจากการกระทำเมิด ก่อให้เกิดความเสียหายจากโครงการจำนำข้าวในสมัยอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดเจ้าหน้าที่ปี 2539 ยังเป็นประเด็นที่หาข้อสรุปไม่ได้ หลังจากคณะกรรมการความรับผิดทางแพ่ง ชุดนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง สรุปให้นางสาวยิ่งลักษณ์จ่ายค่าสินไหมเพียง 20% วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการเรียกค่าเสียหายผู้ที่เกี่ยวข้องอีก 80% นอกเหนือจาก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้นก่อนหน้านี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งรายชื่อ นางสาวยิ่งลักษณ์ ให้รับผิดชอบความเสียหายเพียงคนเดียว แต่เมื่อต้องหาผู้รับผิดชอบอีกอีก 80% จึงต้องมีคนที่เกี่ยวข้อง 2 กลุ่ม
ไล่บี้เอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ
คือ ฝ่ายปฏิบัติ ที่เป็นเจ้าหน้าที่ ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตั้งเป็นคดีแล้ว 853 คดี ส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่ขององค์การตลาดเพื่อการเกษตร (อ.ต.ก.) องค์การคลังสินค้า (อคส.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) และเอกชนจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงสี
“พฤติกรรมของโรงสีคือ ความจริงไม่มีข้าวในโกดัง แต่แจ้งว่ามีข้าว หรือการซื้อขายโดยรับ–จ่ายเงินไม่ถูกต้อง โดยเป็นข้อมูลการตรวจสอบมาจากคณะอนุกรรมการตรวจสอบที่มี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีการสอบเพิ่มเติมมาเรื่อยๆ จนได้จำนวนคดีมา ครอบคลุม 33 จังหวัด แต่ที่น่าสังเกตจังหวัดที่มีคดีมากคือ กำแพงเพชร 100 คดี และนครสวรรค์ 200 คดี กลุ่มนี้ต้องดำเนินการทางคดีอาญาต่อไป โดยป.ป.ท.ระบุว่าจะสามารถส่งฟ้องศาลได้ภายใน 6 เดือน และจะดำเนินเรียกรับผิดทางละเมิดต่อไป โดยการเรียกรับผิดทางละเมิดกับส่วนที่เหลือ 80% ยังไม่ได้มีการนับอายุความ เพราะจะเริ่มเมื่อรู้ตัวและรู้การกระทำผิดคือ เมื่อผู้บังคับบัญชาของบุคคลนั้นรับรู้” นายวิษณุ กล่าว
กขช.บางรายอยู่ในข่ายต้องชดใช้
ส่วนฝ่ายนโยบายที่ได้ตัว นางสาวยิ่งลักษณ์มาแล้ว 1 คน ซึ่งอาจมีคนอื่นเพิ่มเข้ามา มีการเพ่งเล็งกันอยู่ แต่ยังไม่ได้ดำเนินการ ครม.จึงมีมติมอบให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ไปตรวจสอบเพิ่มเติม
ส่วนจะมีคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ในขณะนั้นด้วยหรือไม่นั้น ถือว่าอยู่ในข่าย แต่ใครจะต้องรับผิดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่ได้เหมารวม กขช. ทั้งหมด หากคนที่ถูก ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าไม่ผิด อาจไม่มีเหตุให้ไปรื้อ เพราะ ป.ป.ช. เคลียร์แล้ว แต่ถ้าหลุดไป เพราะ ป.ป.ช. ยังสอบไม่ถึง ถือเป็นหน้าที่ของศอตช.ต้องไปดูเพิ่ม
“ผมขอย้ำว่า เราไม่ได้บอกว่า คนให้นโยบายเป็นผู้ทุจริต จึงตั้งความผิดฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา157 อย่างคดีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โทษทางอาญาไม่ได้หนักอะไร แต่สำหรับคนเป็นนักการเมือง โทษหนักเบาไม่ได้เท่ากับความเสียหาย เพราะเมื่อมาจากการเลือกตั้งย่อมมีอำนาจในการกำหนดนโยบายช่วยเหลือชาวนาอย่างไรก็ได้ แต่ต้องทำนโยบายนั้นให้มีกฎหมายรองรับ และการปฏิบัติสุจริต ไม่ปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิด” นายวิษณุ กล่าว
รายงานข่าวระบุว่า บอร์ดกขช.ในยุคนั้นมีทั้งสิ้นประมาณ 24 ราย แต่มีการเข้า-ออกตามวาระการดำรงตำแหน่ง บางรายอาจเกษียณอายุราชการและพ้นหน้าที่ไป มีการแต่งตั้งบางรายเข้ามาใหม่
ว่าที่ปลัดพาณิชย์พร้อมสู้คดี
นางสาววิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน ว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งมีชื่ออยู่ในคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ (กขช.) ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 153/2554 ว่า ไม่รู้สึกหนักใจเพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามตำแหน่ง และพร้อมสู้คดีเนื่องจากทำงานด้วยความสุจริตมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้
“สุพัตรา”ยันเคยให้ความเห็นทำไม่ได้
นางสาว สุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เพิ่งทราบว่ามีรายชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อข้าราชการ ที่จะถูกฟ้องกรณีโครงการรับจำนำข้าว ในฐานะกรรมการ กขช. หลังจากนี้ก็ต้องกลับไปดูรายงานการประชุมที่ผ่านมาอีกครั้งว่า มีการบันทึกอะไรไว้บ้าง แต่เท่าที่จำได้ ช่วงนั้นเพิ่งเข้ามารับตำแหน่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประกอบกับมีปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้น ทำให้ไม่มีเวลาที่จะเข้าร่วมประชุมใน กขช. ทุกรอบ
แต่ตามนโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดนั้น ได้ตั้งข้อสังเกตในที่ประชุมเอาไว้ว่าเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องพิสูจน์ในบันทึกการประชุมและนำกลับมาพิจารณาใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง ทั้งนี้ใน กขช. จะมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯเข้าไปเป็นกรรมการโดยตำแหน่งประกอบด้วยนายธีระ วงศ์สมุทร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และนายประเสริฐ โกศัลวิตร อดีตอธิบดีกรมการข้าวในขณะนั้น เพื่อแสดงความเห็นด้านภาคการผลิต การใช้เมล็ดพันธุ์ พื้นที่เพาะปลูกเป็นต้น แต่ไม่มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวด้านการประกาศรับจำนำ หรือการขาย
ทนายยิ่งลักษณ์ร้องทบทวนเรียกชดใช้
ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายนพดล หลาวทอง ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. และนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เพื่อขอให้ทบทวนและวินิจฉัยสั่งการในคำสั่งทางปกครองเพื่อให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหาย จำนวน 3.57 หมื่นล้านบาท หรือ 20 % มูลค่าความเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวเพราะถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นายนพดล กล่าวว่า ตั้งแต่ผลสอบสวนของคณะกรรมการความผิดทางละเมิด ที่มี นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกฯ เป็นประธาน ที่วินิจฉัยให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดเพียงผู้เดียว ซึ่งไม่สอดคล้องตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย นอกจากนั้นในรายงานสรุปความเสียหาย ยังไม่เปิดเผยสัดส่วนของผู้ที่ต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เหลืออีก 80 % ดังนั้นคำสั่งทางปกครองที่จะออกมาจึงไม่เป็นธรรมและแนวทางที่ถูกต้อง ควรจะดำเนินการตามกฎหมายละเมิดปกติที่ใช้กับบุคคลทั่วไป ตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม และเห็นว่าคดีนี้มีอายุความถึงเดือนก.พ. 2560 จึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบใช้วิธีการพิเศษมาดำเนินการเพื่อเอาผิด กับนางสาวยิ่งลักษณ์
“นางสาวยิ่งลักษณ์ในปัจจุบันเป็นอดีตเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น ไม่อาจนำ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539มาใช้บังคับแก่คดีนี้ได้ จะให้นางสาวยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบความเสียหาย โดยที่ยังไม่ตรวจสอบให้เกิดความชัดเจน ว่าส่วนแบ่งที่จะต้องร่วมรับผิดชอบ เป็นการแบ่งความรับผิดชอบจากใคร จึงถือว่าไม่ถูกต้องครบถ้วนไม่ควรยกเว้นหรือเลือกปฏิบัติให้ต่างจากคดีอื่นที่ผ่านมา” นายนพดล กล่าว
เซ็นรับคำสั่งชดใช้จีทูจีเก๊แล้ว4ราย
นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ล่าสุดมีผู้รับผิดทางละเมิดที่ลงชื่อรับทราบคำสั่งฯจากกรณีเรียกค่าสินไหมทดแทนความเสียหายจากกรณีขายข้าวรัฐต่อรัฐ แล้วจำนวน 4 คนจากจำนวนทั้งหมด 6 คน
รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้ที่ลงนามรับหนังสือแล้วจะมีการนับวันที่จะดำเนินการขั้นตอนต่อไปได้ทันที่ ขณะที่ส่วนที่เหลือจะยังต้องรอจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่ยอมลงนามจึงจะใช้วิธีอื่น เช่น ติดประกาศหน้าบ้านหรือสืบหาที่อยู่ใหม่ เนื่องจาก ที่อยู่ที่ส่งเป็นไปตามที่อยู่ตามบัตรประชาชนของแต่ละบุคคล





