วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภูเก็ตขอนายกฯ4,000ล้าน เคลื่อนโครงการสมาร์ทซิตี้

ภูเก็ตชงเมกกะโปรเจค เสนอนายกฯสนับสนุนจัดทำ “สมาร์ทซิตี้” ใช้งบ 4,000 ล้าน พร้อมผลักดันโครงการเร่งด้านคมนาคมขนส่ง งบอีกว่า600ล้าน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะมีกำหนดเดินทางมาตรวจราชการที่ จ.ภูเก็ต โดยในช่วงเช้า 16 กันยายน 2559 (08.50 น.) จะทำพิธีเปิดใช้อาคารระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานภูเก็ต ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนาก่อสร้างและปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกให้มีความปลอดภัยตามแผนพัฒนาท่าอากาศยาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

จากนั้นเวลาประมาณ 10.00 น.จะเดินทางไปยังโรงแรมดวงจิตต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา ต.ป่าตอง อ.กะทู้ เพื่อทำพิธีเปิดงาน “Startup Thailand & Digital Thailand ภูมิภาค 2016” พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การส่งเสริมภูเก็ตสู่ศูนย์กลางธุรกิจสตาร์ทอัพและเมืองอัจฉริยะ” ซึ่งงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ภูมิภาคได้รับรู้และมีโอกาสในการเข้าร่วมกระบวนการพัฒนาต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มต้น และเป็นการเน้นย้ำจุดยืนของรัฐบาลที่มีความตั้งใจต่อการสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้น รวมทั้งเพื่อสร้างต่อเนื่องของกิจกรรมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติอย่างแท้จริงและทันเหตุการณ์

ต่อจากนั้นในช่วงบ่าย (13.00 น.) จะเดินทางไปยังศูนย์ประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต อ.เมืองภูเก็ต พบปะ และกล่าวทักทายประชาชนที่มาให้การต้อนรับ และเวลาประมาณ 15.30 น. จะเป็นประธานประชุมหารือร่วมกับ คณะกรรมการ กรอ.ส่วนกลาง และคณะกรรมการ กรอ.กลุ่มจังหวัดภาคใต้อันดามัน (กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต และระนอง) ที่ห้องประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต ก่อนเดินทางกลับในเวลา ประมาณ 17.30 น.วันเดียวกัน

เกี่ยวกับความพร้อมของจังหวัดภูเก็ตในการต้อนรับนายกรัฐมนตรีและคณะในการเดินทางมาราชการในครั้งนี้ ซึ่งนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ขณะนี้ในส่วนต่างๆ ได้มีการเตรียมความพร้อมแล้ว 100% ทั้ง 3 พื้นที่หลักที่นายกรัฐมนตรีและคณะจะเดินทางมาตรวจราชการ ไม่ว่าจะเป็นที่ท่าอากาศยานภูเก็ต โรงแรมดวงจิตต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา และมหาวิทยาลัยราชภัฎภูเก็ต
“ในส่วนแผนงานโครงการที่ทางจังหวัดภูเก็ต และ กรอ.จังหวัด จะนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาและขอรับการสนับสนุน มี 2 ส่วน คือ ในส่วนของจังหวัดภูเก็ตจะเสนอแพคเก็จใหญ่ โครงการภูเก็ตสมาร์ทซิตี้ ใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท ระยะเวลาต่อเนื่อง 4 ปี ระหว่างปี 2561-2564 ใน 7 ยุทธศาสตร์ อาทิ ความปลอดภัย การศึกษา สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม เป็นต้น

กับส่วนที่ 2 เรื่องโครงสร้างคมนาคมทั้งเกาะ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการศึกษาออกแบบ จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่หนึ่งในโครงการเร่งด่วนที่จะมีการนำเสนอ คือ ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจัดทำถนนสี่ช่องจราจรถนนสายป่าคลอก อ.ถลาง ไปยังสนามบินภูเก็ต ระยะทางประมาณ 13 กิโลเมตร งบประมาณ 400 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในแผนของกระทรวงคมนาคมอยู่แล้ว แต่จะขอเร่งรัดจากแผนระยะปานกลาง มาเป็นแผนเร่งด่วน

และโครงการก่อสร้างถนนสายฉลอง (วัดหลวงปู่สุภา)-ป่าตอง เพื่อร่นระยะทางการเดินทางจากฉลองไปป่าตอง เนื่องจากยังติดขัดการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องตัดผ่านป่าลุ่มน้ำ 1 A ใช้งบประมาณกว่า 200 ล้านบาท”

นายจำเริญ กล่าวและว่า นอกจากการขอรับการสนับสนุนโครงการเร่งด่วนแล้ว ยังมีการนำเสนอโครงการ พัฒนาขนาดใหญ่ของจังหวัดภูเก็ตอีกหลายโครงการ เช่น โครงการรถไฟฟ้ารางเบา ขณะนี้ได้มีศึกษาออกแบบไว้แล้วเสร็จ โครงการศูนย์ประชุมและแสดงสินค้า โครงการอุโมงค์กะทู้-ป่าตอง โครงการก่อสร้างถนนแนวใหม่ สายบ้านสาคู-เกาะแก้ว ระยะทาง 22 กิโลเมตร เป็นต้น ซึ่งหากโครงการเหล่านี้ดำเนินการแล้วเสร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ในปี 2565 ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในจังหวัดภูเก็ตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทางด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพื่อรองรับการเติบโตของการท่องเที่ยวที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่นายธนูศักดิ์ พึ่งเดช นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต กล่าวว่า เนื่องจากนายกรัฐมนตรีมีเวลาค่อนข้างจำกัด ดังนั้นในการประชุมร่วมกันของภาครัฐและเอกชนได้มอบหมายให้ทางผู้ว่าฯ เป็นผู้นำเสนอโครงการต่างๆ ซึ่งได้มีการประชุมร่วมกันแล้ว โดยจะเน้นโครงการที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านการคมนาคม ซึ่งมีการผลักดันอยู่แล้ว เช่น ถนนสายป่าคลอก-สนามบิน โครงการอุโมงค์ทางลอดป่าตอง โครงการทางใหม่บ้านสาคู-เกาะแก้ว ซึ่งจะทำเป็นซุปเปอร์มอเตอร์เวย์ เป็นต้น แต่ในส่วนของตนอาจจะมีการเสนอเพิ่มเติมในส่วนของการจัดตั้งบริษัท ภูเก็ต พัฒนาเมือง จำกัด ซึ่งได้แนวคิดมาจากโครงการขอนแก่นโมเดล เพื่อเข้ามาทำการศึกษาวิจัยแนวทางการพัฒนาเมืองที่เหมาะสม รวมทั้งการเข้ามาลงทุนโครงการต่างๆ ที่หน่วยงานภาครัฐไม่สามารถดำเนินการให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาของเมือง เพราะบางครั้งไม่สามารถที่จะรองบประมาณจากทางภาครัฐได้ เพื่อให้เกิดการผลักดันต่อไป