“วิษณุ” แจงคำสั่งคสช.ม.44 ตั้งกรมบังคับคดี ยึด อายัดทรัพย์คดีข้าว เหตุทรัพย์สินละความเสียหายจำนวนมาก “พาณิชย์” ขานรับนัดหารือกรมบังคับคดี
ความคืบหน้าล่าสุดในกระบวนการดำเนินคดี เพื่อเรียกความเสียหายจากโครงการจำนำข้าวและการระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล มีความคืบหน้าไปอีกขั้น เมื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ได้ลงนามในคำสั่งตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดําเนินการต่อผู้ต้องรับผิด
โดยในส่วนของการดำเนินการต่อผู้รับผิดนั้นคำสั่งระบุให้ ยังกำหนดให้กรมบังคับคดี มีอำนาจหน้าที่ใช้มาตรการบังคับทางปกครอง กรณีที่หน่วยงานรัฐมีคำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่ง หรือศาลมีคำพิพากษา ให้มีการบังคับทางปกครองต่อผู้ต้องรับผิดชอบโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ตั้งแต่ปีการผลิต 48/49-56/57 โครงการแทรกแซงมันสำปะหลังปี 51/52-55/56 หรือโครงการแทรกแซงข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 51/52 เพื่อบังคับการให้เป็นไปตามคำสั่ง หรือคำพิพากษา
คำสั่งดังกล่าวเปิดทางให้กรมบังคับคดีไปดำเนินการ ยึด อายัดทรัพย์แทนหน่วยงานผู้เสียหายตามพ.ร.บ.ความรับผิดการละเมิดของเจ้าหน้าที่ปี 2539 ได้ทันที ที่นายกรัฐมนตรี หรือ รัฐมนตรีที่รับมอบหมายลงนามในคำสั่งทางปกครองเพื่อเรียกชดใช้ค่าสินไหมจากการกระทำละเมิดในคดีข้าว
วิษณุปัดใช้ม.44ยึดทรัพย์
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงถึงคำสั่งดังกล่าวว่า ส่วนที่คำสั่งนี้ระบุให้กรมบังคับคดี มีอำนาจทำหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครองนั้น เพราะจะไม่มีการใช้มาตรา 44 ไปใช้ยึดทรัพย์ แต่ติดที่คดีข้าวของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ เป็นทรัพย์จำนวนมาก หลักการปกติเป็นหน้าที่ของกระทรวงต้นสังกัดที่รับผิดชอบที่ต้องยึดทรัพย์กันเอง แต่ครั้งนี้เป็นการยึดทรัพย์จำนวนมาก ทางกระทรวงจึงออกปากบ่นว่าไม่มีคน และหากยึดมาได้ไม่มีที่จะเก็บ จึงต้องให้กรมบังคับคดีเข้าไปจัดการ ยึดทรัพย์ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ
ยันบุญทรงฟ้องศาลปกครองได้
เมื่อถามว่าการยึดทรัพย์นายบุญทรง งวดเข้ามาแล้วหรือยัง นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่ถึงขนาดงวดเข้ามา เพราะ 1.ยังไม่ถึงขั้นออกคำสั่งในเวลานี้ 2.เมื่อมีการออกคำสั่งแล้ว ต้องพิจารณาว่านายบุญทรง จะอุทธรณ์หรือไม่ ถ้าเป็นคำสั่งของรัฐมนตรีจะอุทธรณ์ไม่ได้ ต้องไปที่ศาลปกครอง หากนายบุญทรงไม่ไปฟ้องศาลปกครองก็ต้องลงมือยึด
แต่หากไปศาลปกครองก็ยังยึดได้ เว้นแต่จะขอให้ศาลปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราว ถ้าศาลปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราวการยึดทรัพย์ก็ไม่เกิดขึ้น ก็หยุดชะงัก แต่จำเป็นต้องตั้งเจ้าหน้าที่ตามคำสั่งดังกล่าว เพราะหากอีก 3 ปี 5 ปี 10 ปี คดีจบ ทราบผลคดี แล้วถึงเวลาที่จะต้องยึดจริงในเวลานั้น ก็กลับมาสู่กรมบังคับคดีต้องเป็นผู้ยึดทรัพย์
นายกฯแจงแค่ให้อำนาจกรมบังคับคดี
คำสั่ง 56/2559 เรื่อง การคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐ และการดำเนินการต่อผู้รับผิดชอบ เพื่อระงับความเสียหายของรัฐ เพื่อให้กรมบังคับคดีสามารถดำเนินการยึดทรัพย์ได้เลยใช่หรือไม่ ถ้ามีคำสั่งทางปกครองออกมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกฯ กล่าวว่า ให้คำสั่งทางปกครองออกมาก่อน ไม่ใช่ใช้คำสั่งมาตรา 44 เพื่อยึดทรัพย์เขา บอกให้เข้าใจตรงกันว่าเมื่อมีผลสรุปออกมาแล้ว มีมติออกมาแล้ว ก็ดำเนินการการยึดทรัพย์ซึ่งกระทรวงพาณิชย์รู้อยู่แล้วว่า เขาไม่มีขีดความสามารถในการยึดทรัพย์ตรงนี้ ซึ่งคำสั่งมาตรา 44 ตนเพียงแต่ให้กรมบังคับคดีเข้าไปดำเนินการในส่วนนี้อย่าไปบอกว่าใช้มาตรา 44 ไม่ใช่ ตนไม่ทำอย่างนั้นอยู่แล้วจะผิดจะถูกคณะกรรมการเขาสอบสวนมาก็ตามนั้นขณะเดียวกันทางคดีอาญาก็ว่ากันต่อไปอีกเรื่องหนึ่ง เป็นคนละเรื่อง
พาณิชย์ถกกรมบังคับคดีวางแนวทาง
นายกีรติ รัชโน รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ในส่วนประเด็นที่ให้กรมบังคับคดีใช้มาตรการบังคับทางปกครองจะรวมถึงกรณีที่กระทรวงพาณิชย์จะส่งหนังสือบังคับทางปกครอง ไปยังผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 6 ราย เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายให้กับรัฐ โดยกรมบังคับคดีจะเป็นผู้มีอำนาจในการยึด หรืออายัดทรัพย์ และขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาคืนรัฐ ซึ่งวันที่ 15 ก.ย.นี้ กรมการค้าต่างประเทศจะหารือกับกรมบังคับคดีถึงขั้นตอนการทำงานต่อไป
ส่วนการระบายมันเส้นในสต็อกเมื่อ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ปริมาณ 340,000 ตัน เข้าสู่อุตสาหกรรม และประมูลทั่วไป และมีการวิจารณ์ว่า ขายในราคาต่ำมากเพียง กก. ละ 0.10 บาทนั้นเป็นเพราะเป็นมันเส้นที่เก็บมาตั้งแต่ปี 51/52 ซึ่งราคาดังกล่าวแม้จะทำให้รัฐขาดทุนเมื่อเทียบกับราคารับจำนำ แต่ดีกว่าต้องเสียค่าจัดเก็บเดือนละ 50 ล้านบาท
“อภิรดี”ยังไม่เซ็นคำสั่งปกครอง
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า ขณะนี้ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ยังไม่ลงนามหนังสือคำสั่งให้นำเงินมาใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำสั่งทางปกครอง กรณีการขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 4 สัญญา ปริมาณ 6.2 ล้านตันกับนักการเมืองและข้าราชการทั้ง 6 คน ที่ถูกชี้มูลความผิดจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากอยู่ระหว่างการพิจารณาให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ลงนามในหนังสือคำสั่งดังกล่าวนั้น
“ในหนังสือออกคำสั่งทางปกครองจะมีการลงนาม 2 คำสั่ง คือคำสั่งที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รมว.พาณิชย์ลงนามแทน และลงนามในตำแหน่งรมว.พาณิชย์ ตามที่กฤษฎีกาให้ข้อคิดเห็นไว้ ซึ่งในการลงนามในตำแหน่งรมว.พาณิชย์ นางอภิรดีจะมอบอำนาจให้น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ลงนามแทน โดยอ้างเหตุผลเพื่อเป็นการกระจายอำนาจในการจัดการ” แหล่งข่าวกล่าว
อย่างไรก็ตาม กรณีที่จะให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ลงนามในหนังสือคำสั่งทางปกครองร่วมด้วยนั้น ได้มีการนำประเด็นดังกล่าวหารือกับสำนักงานคณะกรรมการระบบข้าราชการ (กพร.) โดยกพร.ตอบตามหลักการ กลับมาว่าสามารถมอบหมายลงนามคำสั่งร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ เพราะหลักของกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ว่าห้ามลงนาม แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าหากให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ร่วมลงนามด้วย จะเป็นการเปิดช่องให้นักการเมืองและข้าราชการที่ถูกชดใช้ ยกมาอ้างได้ว่าทำไม่ถูกต้อง เพราะไม่มีเหตุที่ต้องกระจายอำนาจ เพราะไม่ได้เป็นการบริหาราชการปกติและผู้ถูกบังคับทางคำสั่งเป็นอดีตรัฐมนตรี แต่ผู้ออกคำสั่งเป็นแค่ระดับปลัดกระทรวง จึงมีปัญหาความเหมาะสมหรือไม่
เผยต้องให้เวลา45วันก่อนยึด-อายัด
ขั้นตอนหลังจากนี้ ต้องรอหนังสือคำสั่งจากกระทรวงพาณิชย์ ให้นำเงินมาใช้ค่าสินไหมทดแทน ตามคำสั่งทางปกครอง ไปยังผู้ต้องรับผิดจำนวน 6 ราย ให้ชดใช้ค่าสินไหมภายใน 45 วัน หากยังไม่ชดใช้ภายใน 45 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือจะมีหนังสือเตือนไปอีกครั้ง จากนั้น ภายใน 7 วันยังไม่มาชำระ จะมีการลงนามหนังสืออีกฉบับ เพื่อใช้คำสั่งมาตรการบังคับทางปกครอง ซึ่งในขั้นตอนนี้ทางกรมบังคับคดี จะเข้าไปทำหน้าที่ในการยึดทรัพย์มาขายทอดตลาดนำเงินมาชดใช้
อย่างไรก็ตาม ด้านผู้รับผิดทั้ง 6 ราย จะมีเวลา 90 วัน นับจากวันได้รับหนังสือบังคับทางปกครองฯ ให้สามารถฟ้องร้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วันนับจากวันที่ได้รับหนังสือโดยขอให้ศาลปกครอง “ยกเลิกคำสั่งทางปกครอง” หากศาลทุเลาคดีนี้จะไปสิ้นสุดที่ศาลตัดสินสุดท้าย ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาหลายปี แต่หากศาลไม่ทุเลาคำร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับจะเดินหน้าไปตามกระบวนการให้นำเงินมาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
อคส.ชี้ม.44หวังยับยั้งเสียหาย
พล.ต.ต.ไกรบุญ ทรวดทรง ประธานคณะกรรมการองค์การคลังสินค้า (บอร์ด อคส.) กล่าวว่า การออกคำสั่งตามมาตรา44 ในส่วนเรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดำเนินการต่อผู้ต้องรับผิดนั้น เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่กระทำโดยสุจริต ในการบริหารสต็อกมันสำปะหลัง จากโครงการแทรกแซงของรัฐ ตั้งแต่ปีการผลิตปี 51/52-55/56 และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากโครงการแทรกแซงปี 51/52 ซึ่งได้ดำเนินการก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 เพื่อระงับยับยั้งความเสียหายของภาครัฐที่จะมีเพิ่มขึ้น
”การออกคำสั่งดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถระบายสินค้าเกษตรในสต็อกรัฐบาล ทั้งข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น และหากดำเนินการโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ ย่อมได้รับความคุ้มครอง และไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย ล่าสุด รัฐบาลมีมันเส้นในสต็อก340,000 ตัน เสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาเดือนละ 50 ล้านบาท ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกราว94,000ตัน เสียค่าใช้จ่ายเดือนละ 7 ล้านบาท ส่วนใหญ่เสื่อมสภาพ จึงจำเป็นต้องเร่งระบายออก” พล.ต.ต.ไกรบุญ กล่าว





