จากกรณีีมีการขยายความถึงคำพูดของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าพร้อมรับเป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัย
นายวิโรจน์ อาลี อาจาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่าไม่เห็นด้วยที่จะอยู่ต่อในรัฐบาลหน้า แต่หากจะถามว่าระหว่างแนวทางในการตั้งพรรคการเมืองและลงสมัครรับเลือกตั้ง กับแนวทางในร่างรัฐธรรมนูญที่ีให้ส.ส.เสนอชื่อบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมืองอย่างไหนดีกว่ากันนั้น
ส่วนตัวเห็นว่า แนวทางที่น่าจะเป็นประชาธิปไตยที่สง่างามที่สุดก็คงจะเป็นการตั้งพรรคการเมือง หรือลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะจะทำให้พล.อ.ประยุทธ์เองมีความชอบธรรมสูง และเป็นไปตามครรลองในระบอบประชาธิปไตย
สำหรับแนวทางที่ร่างรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ส.ส.สามารถเสนอชื่อบุคคลนอกบัญชีพรรคการเมืองได้ ในกรณีที่ผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองได้รับเสียงสนับสนุนไม่ถึงกึ่งหนึ่งนั้น ส่วนตัวมองว่า หากเป็นเช่นนั้นจริงในอนาคตการให้ความเห็นชอบกฎหมายที่ต้องดำเนินการโดยส.ส.จะมีปัญหา ในเชิงนโยบายอาจจะไม่มีปํญหา แต่จะมีปัญหาในเชิงเทคนิค
ส่วนประเด็นที่มีการถกเถียงว่า ในบทเฉพาะเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญ ได้ระบุถึงการคงอยู่ของรัฐบาลและคสช.ที่ให้คงอยู่ไปจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ ดังนั้นหากพล.อ.ประยุทธ์จะตั้งพรรคการเมืองหรือลงสมัครรับเลือกตั้งจริงควรจะต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อลงสมัครหรือไม่นั้น
นายวิโรจน์ มองว่า คงต้องดูกฎหมายลูกที่จะออกมาว่า การเสนอชื่อในบัญชีพรรคการเมือง3 รายชื่อที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น จะกำหนดหลักเกณฑ์เช่นไร เช่นจะต้องเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นพล.อ.ประยุทธ์ก็จะต้องลาออกจากตำแหน่งเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง
สำหรับความเป็นไปได้ที่พล.อ.ประยุทธ์จะตั้งพรรคการเมืองหรือลงสมัครรับเลือกตั้งนั้น หากดูท่าทีขององคาพยพก็จะชี้ไปในเรื่องยุทธศาสตร์ในอีก 5 ปีข้างหน้า ดังนั้นถ้าพล.อ.ประยุทธ์สนใจจริงก็คงที่จะต้องลงมาเล่นการเมือง
"ส่วนตัวมองว่ามองว่าถ้าคสช.สิ้นอำนาจ แล้วไปบริหารงานโดยไม่มีกองทัพหนุนหลังก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกับในสมัยคุณสนธิ(พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคมช.) ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งและมีความพยายามในการผลักดันเรื่องต่างๆเช่น เรื่องการสร้างความปรองดอง แต่ก็ไม่ได้มีใครให้ความสนใจ จึงมองว่าเป็นเรื่องยากถ้าไม่มีกองทัพหนุนหลัง"





