ศธ.หารือทปอ.แก้ปัญหาระบบการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนมหา'ลัย เตรียมวางแนวทางเปิดเคลียริ่งเฮ้าส์ 2 รอบ คาดเริ่มปี61 ไม่อนุญาตให้จัดสอบรับตรงเอง
ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดศธ. กล่าวภายหลังการประชุมหารือเรื่อง “ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา” ซึ่งมีพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ร่วมกับผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) และตัวแทนที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)ว่า ที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า จะปรับระบบการรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน เพื่อลดปัญหาการวิ่งรอกสอบ ค่าใช้จ่าย และให้เด็กได้อยู่ในชั้นเรียนจบจนม.6ซึ่งเบื้องต้น จะเป็นการเปิดรับสมัครนักศึกษาด้วยระบบรับตรงกลางร่วมกัน หรือเคลียริ่งเฮ้าส์ 2ครั้ง จากเดิมเพียง1ครั้ง โดยเด็กสามารถนำคะแนนไปยื่นเลือกได้4อันดับตามที่ต้องการ และส่งข้อมูลมาที่ส่วนกลางเพื่อเข้าสู่ระบบเคลียริ่งเฮาส์ ซึ่งหากระบบเคลียร์ริ่งเฮาส์ 2ครั้ง สามารถรับเด็กได้ประมาณ 90%เด็กที่เหลือก็อาจไปสมัครมหาวิทยาลัยที่มีที่นั่งว่างได้ และเชื่อว่าอนาคตอาจจะไม่ต้องมีระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ด้วยระบบกลางการรับนิสิต นักศึกษา หรือแอดมิชชั่นส์
ปลัดศธ. กล่าวต่อไปว่าระบบการรับสมัครนักศึกษาดังกล่าว จะดำเนินการเป็นห้วงเวลา เป็นมหกรรมการสอบที่จะเกิดขึ้นประมาณใน6อาทิตย์ ถึง2เดือนเท่านั้นคาดว่าจะเริ่มในปีการศึกษา2561ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้นักเรียนทราบล่วงหน้า3ปี เพราะไม่ใช่ระบบแอดมิชชั่นส์ ทั้งนี้ ก่อนการเปิดรับสมัครนักศึกษา มหาวิทยาลัยจะต้องประกาศเกณฑ์การรับนักศึกษา กติกาต่างๆ จำนวนการรับนักศึกษาในแต่ละคณะแต่ละสาขาล่วงหน้า เพื่อให้เด็กได้ประมาณตน และได้รู้ว่าจะเลือกคณะ มหาวิทยาลัยใด
อีกทั้งมหาวิทยาลัยจะไม่มีปัญหาการรับนักเรียนเกินจำนวนส่วนการสอบนั้นยังคงเป็นรูปแบบเดิม คือ มีการสอบวิชาสามัญ 9 วิชา ,ความถนัดทั่วไป(แกต) หรือความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ(แพต)อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการอนุญาตให้มหาวิทยาลัยดำเนินการระบบรับตรงเอง ซึ่งหากมหาวิทยาลัยใดอยากเปิดรับตรงเองต้องมาชี้แจงเหตุผลต่อส่วนกลางว่าเพราะอะไร เพราะการปรับเปลี่ยนระบบการรับนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัยต้องมองสังคมเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้เรียน จะมองความต้องการของมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ หลังจากนี้ ทปอ.จะไปวางแนวทางระบบการรับนักศึกษาให้มีความชัดเจน และจะไปหารือร่วมกับกลุ่มที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎ(ทปอ.มรภ.) และที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ทปอ.มทร.) ว่าจะเข้าร่วมหรือไม่




