วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ยิ่งลักษณ์' โชว์กึ๋น! จี้ไทยรับมือสังคมผู้สูงอายุ

อดีตนายกฯ "ยิ่งลักษณ์" โชว์กึ๋น! ชูญี่ปุ่นแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ จี้ไทยรับมือ เผยช่วงที่เป็นรัฐบาลกำลังวางแผนอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้โพสข้อความลงบนเฟสบุ๊คส่วนตัว โดยมีใจความสรุปได้ว่า เก็บมาเล่า อาทิตย์นี้ ขอหยิบยกแนวคิด เรื่อง การดูแลประชาชนตลอดทุกช่วงชีวิต (Life Cycle) ในวัยผู้สูงอายุ มาเล่าสู่กันฟังต่อจากอาทิตย์ที่แล้วที่พูดเรื่องเด็กเล็กนะคะ

เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ คำถามคือ ประเทศของเราได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร

จากการศึกษาสหประชาชาติประเมินว่า ไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้นกว่าประเทศอื่นๆในอาเซียน และก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าประเทศในแถบนี้ 20 ปี เนื่องจากสังคมยุคปัจจุบันที่ปัญหาปากท้องเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ครอบครัวยุคนี้จึงมีลูกน้อยลงจากเดิมที่ผู้หญิง 1 คนจะเคยมีลูกสูงถึง 5 คนก่อนยุคโครงการวางแผนครอบครัว ในปี 2553 เหลือเพียง ผู้หญิง 1 คนจะมีลูก 1-2 คน เท่านั้น ส่งผลให้ไทยในปี 2563 จะมีผู้สูงอายุเป็น 12,272,000 คนทีเดียว ค่ะ

ในช่วงรัฐบาลดิฉันก็ได้มีการศึกษางานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในประเทศที่ประสบปัญหานี้ก่อนไทยอย่างประเทศญี่ปุ่น เพื่อจะได้นำผลการศึกษามากำหนดเป็นนโยบายในการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นได้จัดทำนโยบาย การดูแลระยะยาว (Long-Termed Care) ขึ้น คือเน้นการลดการพึ่งพาโรงพยาบาลของผู้สูงอายุ และ ให้ชุมชนมีบทบาทมากขึ้น เน้นการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนของตนเอง ประกอบกับสร้างระบบการประกันการรักษาพยาบาลควบคู่กับระบบการออม พร้อมระบบการดูแลผู้สูงอายุที่พักรักษาตัวที่บ้านอย่างครบวงจร ที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการช่วยครอบครัวให้สามารถดูแลผู้สูงอายุในเวลาที่ต้องอยู่คนเดียว เป็นต้น ในบางประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา มีการส่งเสริมให้เอกชนจัดโควต้าให้กับผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาเป็นที่ปรึกษา ตลอดจนจัดโควต้างานอื่นๆที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุด้วยค่ะ (Senior Citizen Program)

สำหรับประเทศไทย รัฐบาลดิฉันได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยด้วยการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีช่วงเวลาที่สามารถดูแลตัวเองได้ให้ยาวนานที่สุด โดยสร้างความเข้มแข็งของชมรมผู้สูงอายุทั่วประเทศเพื่อช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ พร้อมเพิ่มสิทธิ 3 กองทุนรัฐสวัสดิการให้ผู้ป่วยฉุกเฉินสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันที ประกอบกับการจ่ายเบี้ยยังชีพคนชราแบบขั้นบันได ควบคู่ไปกับการส่งเสริมอาชีพ และจัดหางานที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ผู้สูงอายุมีความมั่นคงทางรายได้ในระยะยาว และยังบูรณาการระหว่าง 3 กระทรวง คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณะสุข และกระทรวงคมนาคม เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่คนชราและผู้พิการ รวมถึงการออกแบบ “อารยะสถาปัตย์” (Universal Design) หรือการออกแบบที่เป็นธรรมสำหรับคนทั้งมวลในทุกสถานที่ราชการหากมีการสร้างใหม่อีกด้วยค่ะ

และสิ่งที่ควรคำนึงถึงต่อไปคือ การปรับตัวเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ รวมถึงโอกาสในการที่จะพัฒนาสนับสนุนเพื่อให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะหยาดเหงื่อแรงงานของพวกเขาเหล่านั้น คือ สิ่งที่พัฒนาประเทศชาติของเรามาก่อนจนทำให้มีวันนี้ได้ความรู้และประสบการณ์ของผู้สูงวัยจึงถือเป็นทรัพย์สมบัติและภูมิปัญญาอันล้ำค่าที่ช่วยพัฒนาประเทศชาติและถ่ายทอดให้แก่ลูกหลานต่อไปค่ะ