วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ใช้ม.44 เปิดทาง 'ศอตช.' ตั้งกก.สอบซ้ำขรก.ถูกร้องทุจริต

หัวหน้า คสช. ใช้ "ม.44" เปิดทาง "ศอตช." ตั้งคณะกรรมการสอบซ้ำ "ขรก." ถูกร้องทุจริต

ราชกิจจานุเบกษา หน้า ๔๔ เล่ม ๑๓๓ ตอนพิเศษ ๑๘๑ ง ๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๙ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔๗/๒๕๕๙ เรื่อง การดําเนินการตามคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๓/๒๕๕๙

ตามที่มีคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๓/๒๕๕๙ เรื่อง ให้ข้าราชการ
ไปปฏิบัติราชการในหน่วยงานอื่น ลงวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๙ นั้น โดยที่ยังคงมีการร้องเรียนหรือรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐบางรายในเรื่องความไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่การละเลยการปฏิบัติหน้าที่อันกระทบต่อการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ตามนโยบายของรัฐบาลตามนัยแห่งข้อ ๑ ของคําสั่งฉบับดังกล่าว ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกตรวจสอบ
และประชาชน ทั้งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาสําคัญเร่งด่วนของประเทศ และเพื่อประโยชน์ในการสร้างความเชื่อมั่นในระบบราชการและการตรวจสอบการปฏิบัติราชการอันเป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิรูปราชการแผ่นดิน

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งเพิ่มเติม ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อ ๒ ของคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๓/๒๕๕๙ ซึ่งกําหนดมาตรการว่าหากผลการตรวจสอบไม่พบว่าผู้ถูกตรวจสอบมีการกระทําความผิดใดๆ หรือไม่ถึงขั้นต้องดําเนินการทางวินัยใด ๆ ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกตรวจสอบแจ้งศูนย์อํานวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ทราบนั้น ให้ถือว่าการตรวจสอบดังกล่าวยังไม่สิ้นสุด แม้จะมีคําสั่งให้ผู้ถูกตรวจสอบบางรายไปปฏิบัติหน้าที่ ณ พื้นที่อื่นบ้างแล้วก็ตาม ทั้งนี้ให้ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกตรวจสอบ
สรุปผลการตรวจสอบและพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้วแจ้งให้ ศอตช. ทราบ ในการนี้ ให้ประธาน ศอตช.
แต่งตั้งคณะบุคคลซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นข้าราชการ ไม่มีข้อขัดแย้งหรือส่วนได้เสียกับบุคคลหรือเรื่องที่มีการกล่าวหาและไม่เคยเป็นผู้ตรวจสอบเรื่องนี้มาก่อนมีจํานวน ๓ ถึง ๕ คน เพื่อตรวจสอบเปรียบเทียบ
ผลการตรวจสอบเดิมของผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกตรวจสอบกับรายงานหรือพยานหลักฐานที่มีอยู่อีกครั้งหนึ่งและให้มีอํานาจเชิญบุคคลมาให้ถ้อยคําได้โดยคณะบุคคลดังกล่าวอาจตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกตรวจสอบแต่ละรายหรือหลายรายพร้อมกันก็ได้ ทั้งนี้ ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งในกรณีที่ผลการตรวจสอบพบว่าการตรวจสอบของผู้บังคับบัญชาถูกต้องแล้ว หรือไม่มีเหตุอันควรเปลี่ยนแปลงใด ๆ ให้แจ้งผู้บังคับบัญชาทราบในกรณีที่ผลการตรวจสอบไม่สอดคล้องกับผลการตรวจสอบเดิมของผู้บังคับบัญชา และมีเหตุอันควรเปลี่ยนแปลง ให้สรุปพยานหลักฐานที่มีอยู่และหารือร่วมกับผู้บังคับบัญชาแล้วให้ผู้บังคับบัญชาดําเนินการตามผลการหารือ โดยถือว่าการดําเนินการตามคําสั่งนี้ทุกขั้นตอนเป็นการดําเนินการทางวินัยโดยชอบด้วยกฎหมายสําหรับข้าราชการนั้น ๆ แต่ไม่ตัดสิทธิที่ผู้ถูกตรวจสอบจะอุทธรณ์ต่อไปตามกฎหมาย หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความผิดอาญา ให้ผู้บังคับบัญชาดําเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป


ข้อ ๒ เมื่อได้ดําเนินการตามข้อ ๑ แล้ว ในกรณีไม่ปรากฏว่าผู้ถูกตรวจสอบมีความบกพร่องใดๆในการปฏิบัติงานหรือไม่มีมูลความผิดทางวินัยหรือความผิดอาญาหรือมีความผิดวินัยแต่มิใช่เป็นความผิดวินัย
อย่างร้ายแรงจึงมีเหตุอันควรงดโทษหรือรับโทษสถานเบาขั้นภาคทัณฑ์ ให้เยียวยาโดยให้ผู้ถูกตรวจสอบ
ไปดํารงตําแหน่งในระดับเดิมตามความเหมาะสม แต่ให้อยู่นอกพื้นที่เดิม ทั้งนี้ ศอตช. อาจมีคําแนะนํา
การเยียวยาด้วยก็ได้ โดยคํานึงถึงข้อมูลความเหมาะสมเกี่ยวกับตําแหน่งหน้าที่และพื้นที่ใหม่การให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกตรวจสอบ และประโยชน์ของทางราชการประกอบกัน

ข้อ ๓ ในกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับการดําเนินการตามคําสั่งนี้ ให้ ศอตช. หรือผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกตรวจสอบเสนอให้นายกรัฐมนตรีวินิจฉัย คําวินิจฉัยของนายกรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด

ข้อ ๔ คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ ๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ