ศาลฎีกานักการเมืองพิพากษาจำคุก 1 ปี ปรับ 2 หมื่น "หมอเลี๊ยบ" ปฏิบัติหน้าที่มิชอบแทรกแซงคัดเลือกบอร์ด ธปท. เจ้าตัวขอบคุณศาลเมตตาให้รอลงอาญา
นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกาผู้พิพากษา เจ้าของสำนวนคดีหมายเลขดำ อม.39/2558 พร้อมด้วยองค์คณะผู้พิพากษา 9 คนได้อ่านคำพิพากษาที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือหมอเลี๊ยบ อายุ 59 ปี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช พรรคพลังประชาชน เป็นจำเลย ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริตเป็นเหตุให้ผู้หนึ่งผู้ใดได้รับความเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
โดยคดีนี้ ป.ป.ช. ได้ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา ฯ เมื่อเดือน มิ.ย. 58 ที่ผ่านมา หลังจากมีการชี้มูลความผิด นพ.สุรพงษ์ เมื่อเดือน มี.ค.54 ซึ่งคำฟ้องบรรยายพฤติการณ์ความผิดจำเลยสรุปว่า เมื่อปี 2551 ระหว่างที่ นพ.สุรพงษ์ ดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง มีวาระการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการคัดเลือก ต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และไม่ใช่ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เสนอรายชื่อบุคคลเพื่อเป็นกรรมการคัดเลือกฯ ให้ นพ.สุรพงษ์ เห็นชอบแต่งตั้งตามขั้นตอน แต่ นพ.สุรพงษ์ ไม่เห็นด้วยกับรายชื่อดังกล่าวและได้ใช้อำนาจสั่งการแทรกแซง โดยแต่งตั้งนายวิจิตร สุพินิจ , นายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ และนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เป็นกรรมการคัดเลือกฯ ทั้งที่บุคคลทั้งสามเป็นกรรมการ (บอร์ด) ในสถาบันการเงิน จึงถือเป็นผู้มีผลประโยชน์ทับซ้อนขัดต่อหลักการ มีส่วนได้ส่วนเสียอันจะกระทบต่อภาพลักษณ์ความโปร่งใสของ ธปท. และเป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2485 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 มาตรา 28/1 ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี
ซึ่งวันนี้ นพ.สุรพงษ์ อดีตรัฐมนตรี และอดีตเลขาธิการพรรคพลังประชาชน เดินทางมาศาลด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมทักทายผู้สื่อข่าว ขณะที่ก่อนจะอ่านคำพิพากษา องค์คณะฯ ทั้งเก้า ได้ประชุมหารือกันนานประมาณ 3 ชั่วโมง เพื่อลงมติคำพิพากษา
โดยองค์คณะฯ พิเคราะห์สำนวนพยานหลักฐานแล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามมาตรา 157 หรือไม่นั้น ตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 มาตรา 28/1 , 28/6 , 28/7 , 28/9 , 28/10 , 28/11 ได้กำหนดคุณลักษณะของการคัดเลือกบุคคลที่จะมาเป็นกรรมการคัดเลือกฯ และการเลือกกรรมการ (บอร์ด) ธปท. , กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ธปท. , กรรมการนโยบายการเงิน , กรรมการนโยบายสถาบันการเงิน และกรรมการระบบชำระเงิน รวมทั้งอำนาจหน้าที่การกำกับดูแลของกรรมการดังกล่าว และอำนาจของ รมว.คลังในการแต่งตั้งกรรมการคัดเลือกฯ
ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่า ช่วงเดือน มิ.ย.51 ที่มีการเสนอชื่อบุคคลเป็นกรรมการคัดเลือกฯ นั้น ผอ.สำนักเศรษฐกิจการคลัง ได้ทำรายงานเสนอชื่อบุคคลต่อปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อเสนอจำเลยซึ่งดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ที่มีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งพิจารณา แต่จำเลยได้เรียก ผอ.สำนักเศรษฐกิจการคลัง เข้าพบหลายครั้งเพื่อนำรายชื่อบุคคลที่จำเลยเตรียมไว้ 7 คนให้ไปจัดทำร่างเสนอมาใหม่แทนที่รายชื่อ 7 คนที่ ผอ.สำนักเศรษฐกิจการคลัง จัดทำเสนอไว้ก่อนแล้ว โดย 3 ใน 7 รายที่จำเลยจัดเตรียมให้เสนอมาใหม่นั้น คือนายสถิต ลิ่มพงศ์พันธุ์ เป็นประธานกรรมการธนาคารทหารไทย , นายวิจิตร สุพินิจ เป็นกรรมการอิสระตรวจสอบธนาคารทหารไทย และนายชัยวัฒน์ วิบูลย์สวัสดิ์ เป็นประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงไทย ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ ภายใต้การกำกับดูแลของ ธป.ท. อีกทั้งขณะที่มีการเสนอชื่อนายสถิต นั้นยังดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 มาตรา 28/1 วรรคสาม ห้ามไม่ให้บุคคลที่จะมาเป็นกรรมการคัดเลือกนั้น มาจากข้าราชการที่ยังปฏิบัติหน้าที่ และไม่เกี่ยวข้องทางการเมือง และไม่เป็นผู้มีผลประโยชน์ส่วนได้ส่วนเสีย ขณะที่การจัดทำรายชื่อเสนอ รมว.คลัง นั้น ผอ.สำนักเศรษฐกิจการคลัง ก็ได้ทำสัญลักษณ์ดอกจัน กำกับไว้ที่รายชื่อของนายสถิต , นายวิจิตร และนายชัยวัฒน์ ไว้แล้วว่าน่าจะมีคุณสมบัติต้องห้ามตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทยฯ
และเมื่อทั้งสาม เป็นทั้งข้าราชการและผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ที่แม้มีกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ แต่ก็เป็นองค์กรที่แสวงหากำไร ดังนั้นถ้าทั้งสามต้องมาเป็นกรรมการคัดเลือกผู้ที่จะมาเป็นกรรมการนโยบายชุดต่างๆ ของ ธปท. ย่อมแสดงให้เห็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หรือ Conflict of interest ซึ่งต้องห้ามตามลักษณะของกฎหมายที่กำหนดไว้ โดยเจตนารมณ์ของกฎหมาย ต้องการให้ธปท. เป็นธนาคารกลาง สร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ ด้วยความเป็นกลาง
อีกทั้งเมื่อให้มีการเสนอรายชื่อบุคคล 7 ราย ตามที่จำเลยจัดไว้แล้ว จำเลยได้เสนอรายชื่อนั้นต่อ ครม. กระทั่งมีความเห็นชอบ และกรรมการคัดเลือกฯ นั้น ได้ทำการคัดเลือกบุคคลมาเป็นกรรมการ (บอร์ด) ผู้ทรงคุณวุฒิ ของ ธปท. โดยเลือกจากรายชื่อจากที่ฝ่ายกระทรวงการคลัง ที่มีจำเลยกำกับดูแล เสนอถึง 5 ราย ซึ่ง 2 ใน 5 รายนั้น คือนายชัยเกษม นิติสิริ อดีตอัยการสูงสุด และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.ที่ทั้งสองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายการเงิน สถาบันการเงิน และการชำระเงิน ขณะที่มีการคัดเลือกบุคคลที่ฝ่าย ธปท.เสนอไปเพียง 1 จาก 12 คน ดังนั้นยิ่งตอกย้ำ ให้เห็นว่าจำเลยประสงค์ที่จะให้บุคคลที่ตนจัดเตรียมไว้เป็นกรรมการ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทยฯ ในการแต่งตั้งกรรมการคัดเลือก
ส่วนข้อต่อสู้ที่จำเลย อ้างว่า มีอำนาจที่จะพิจารณารายชื่อที่เหมาะสมในการแต่งตั้งกรรมการคัดเลือกฯ นั้น ศาลเห็นว่า การใช้อำนาจพิจารณาต้องไม่ขัดกับข้อกฎหมาย ถ้าแม้รายชื่อทั้งสามคนนั้นจะมีความเหมาะสม แต่ทั้งสามก็ยังเป็นผู้มีคุณสมบัติต้องห้ามที่มีผลประโยชน์ได้เสียหาย จำเลยย่อมไม่อาจใช้อำนาจเสนอรายชื่อบุคคลทั้งสามเป็นคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้ การให้รายชื่อกับ ผอ.สำนักเศรษฐกิจการคลังไปหลายชื่อ ก็เป็นการเบี่ยงเบนลักษณะต้องห้าม เมื่อจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่ารายชื่อทั้งสามมีส่วนได้เสีย แต่กลับเสนอชื่อเป็นกรรมการคัดเลือกทั้งที่สามารถเลือกคนอื่นได้ ย่อมเป็นการแทรกแซง ซึ่งทำให้ ธปท.เสียหาย
ดังนั้น องค์คณะผู้พิพากษา 9 คน จึงมีมติด้วยเสียงข้างมาก พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ภายหลังจากจำเลยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกกรรมการ (บอร์ด) ธปท.แล้ว แม้คณะกรรมการคัดเลือกจะได้คัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน ธปท.ก็ตาม แต่ต่อมามีการยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกฯ และบอร์ด ธปท.ที่ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าว จึงไม่ก่อให้เกิดความเสียหายมากนัก ประกอบกับไม่ปรากฏว่า จำเลยเคยได้รับการลงโทษมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษมีกำหนด 1 ปี
ภายหลังฟังคำพิพากษา นพ.สุรพงษ์ อดีต รมว.คลัง กล่าวว่า น้อมรับคำพิพากษาและขอบคุณในความเมตตาของศาล เรื่องการแต่งตั้งกรรมการ ตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ถือเป็นกฎหมายใหม่ที่เพิ่งบังคับใช้ ซึ่งศาลก็ได้ให้ความชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานให้รัฐมนตรีดำเนินการตามคำวินิจฉัยต่อไป
“ วันนี้ได้ยกภูเขาออกไปแล้ว 1 ลูก ” นพ.สุรพงษ์ กล่าวและว่า ส่วนคดีที่ถูกฟ้องปฏิบัติหน้าที่มิชอบ กรณีแปลงสัญญาสัมปทานเอื้อประโยชน์ชินแซทเทไลท์อีกคดีนี้ ศาลจะมีคำพิพากษา 25 ส.ค.นี้ ซึ่งเป็นธรรมดาของคนที่ถูกฟ้องจะมีความกังวลอยู่
เมื่อถามว่าจะฝากอะไรถึงนักการเมืองที่ต้องขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ใครที่ถูกฟ้องขอให้มีสติ รวบข้อมูลสู้ให้เต็มที่ เชื่อศาลพิจารณาคดีอย่างยุติธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานงานว่านอกจากนี้ นพ.สุรพงษ์ ยังมีคดีที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯ ฐานปฎิบัติหน้าที่มิชอบฯ อีกสำนวนเป็นคดีหมายเลขดำ อม.66/2558 ด้วย โดยยื่นฟ้อง นพ.สุรพงษ์ ในฐานะอดีต รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร , นายไกรสร พรสุธี อดีตปลัดกระทรวงไอซีที สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และนายไชยยันต์ พึ่งเกียรติไพโรจน์ อดีตผู้อำนวยการสำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ และอดีตปลัดกระทรวงไอซีที ยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตกเป็นจำเลยกรณีอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่5) เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ต้องถือในบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) จากไม่น้อยกว่า 51% เป็นไม่น้อยกว่า 40% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด
ซึ่งศาลฎีกาฯ นัดฟังคำพิพากษา วันที่ 25 ส.ค.นี้ เวลา 10.30 น.





