มั่นใจ1เดือน สรุปสำนวน'คดีบรรยิน' ย้ำเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ผบช.ก. มั่นใจภายใน 1 เดือน จะสรุปสำนวนคดีบรรยินได้ ย้ำให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย
จากกรณี พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์ อดีต รมช.พาณิชย์ และ อดีต สส.นครสวรรค์ ภายหลังตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพระโขนง ที่ จ.401/59 ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2559 ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน และเพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดเพื่อปกปิดความผิดอื่นของตนหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาความผิดอื่นที่ได้กระทำไว้ ในคดีฆ่านายชูวงษ์ แซ่ตั๊ง หรือเสี่ยจืด นักธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหมื่นล้าน
ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 1 สิงหาคม พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. กล่าวว่า ในส่วนของการสรุปสำนวนการสอบสวนคดีนี้ คาดว่าน่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานข้อเท็จจริงต่างๆ ส่งฟ้องต่ออัยการได้ ตนพร้อมจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ทั้งผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา ไม่ต้องร้องขอความเป็นธรรม เพราะความเป็นธรรมไม่ต้องร้องขอ เราจะแสวงหาข้อมูลที่เป็นจริงทุกๆ ด้าน เข้าไว้ในสำนวน ส่วนเรื่องการพิจารณาคดีนั้นเป็นอำนาจของศาล ว่าท่านจะพิจารณาเช่นไร ผู้ที่เกี่ยวข้องก็คงต้องไปต่อสู้คดีในชั้นศาลต่อไป สิ่งที่เป็นหลักฐานพิสูจน์ทราบและยืนยันได้เราก็พยายามแสวงหาให้ได้มากที่สุด
พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวอีกว่า คดีนี้เรามั่นใจในพยานหลักฐานต่างๆ ที่มีคือตำรวจเราทำงานก็ต้องมั่นใจ กระบวนการยุติธรรมนั้น เริ่มต้นที่พนักงานสอบสวน แล้วก็อัยการและศาล ซึ่งทั้ง 3 ส่วน ก็เป็นอิสระซึ่งกันและกัน ไม่สามารถจะมีความเห็นที่เชื่อมโยงกันได้ ต่างฝ่ายต่างมีอิสระ โดยส่วนของตำรวจซึ่งเป็นกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น เมื่อเสนอข้อมูลและโดยเฉพาะการที่เรานำพยานหลักฐานไปขออนุมัติศาลออกหมายจับ ศาลก็อนุมัติแล้ว ที่เหลือจึงเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด เพื่อให้อัยการเชื่อให้ศาลเชื่อว่าคดีที่เกิดขึ้นมีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
พล.ต.ท.ฐิติราช กล่าวต่อว่า ในส่วนที่ น.ส.อุรชา วชิรกุลฑล หรือป้อนข้าว อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาคดีโอนหุ้นของนายชูวงษ์ และพบว่าอยู่กับ พ.ต.ท.บรรยิน ในระหว่างที่กำลังตำรวจ บก.ป.เข้าจับกุมตัว พ.ต.ท.บรรยิน ก่อนหน้านี้ ได้แจ้งความที่ สน.ประเวศ เพื่อดำเนินคดีตำรวจ บก.ป.ที่นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักเมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยอ้างว่าเงินสดจำนวน 10,000 บาท และต่างหูเพชรมูลค่าประมาณ 100,000 บาท สูญหายไป นั้น เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่อะไรที่เป็นความจริง ก็คือความจริง อะไรที่เป็นเท็จก็คือเท็จ เจ้าหน้าที่ตำรวจเราก็ทำงานไปตามปกติ ไม่ได้หวั่นเกรงอะไร ไม่ใช่ว่าถูกแจ้งความแล้วจะเลิกทำหรือทำน้อยลง ใครทำอะไรก็ได้รับอย่างนั้น หากมีพยานหลักฐานอะไรเพิ่มเติมอีกเราก็ดำเนินการต่อไปอีก ก็จะค้นจะยึดอีก ทุกอย่างทุกเรื่องตามพยานหลักฐาน เราไม่ได้ทำอะไรแบบคิดจะทำอะไรก็ทำ ตำรวจเราทำงานตามพยานหลักฐานทั้งสิ้น







