"นักวิชาการ" ชี้เป็นเรื่องดี"คสช."สานต่อแก้ปัญหาชายแดนใต้จากรบ.เก่า ระบุการดำเนินงานของคปต.เสี่ยง ปชช.ขาดการมีส่วนร่วม
ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีจัดงานเสวนาสาธารณะ “กระบวนการสันติภาพ : ความจริง หรือ ภาพลวงตา?” นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม กล่าวว่าในช่วงปี 2550 มีความรุนแรงเกิดขึ้นที่จังหวัดชายแดนใต้เกือบ 2,000 ครั้ง ซึ่งถือเป็นปีที่มีความรุนแรงมากที่สุด แต่เมื่อปี 2558 มีความรุนแรงเกิดขึ้นเพียง 216 ครั้งก็ถือว่าเราผ่านจุดที่มีความรุนแรงมากที่สุดไปแล้ว โจทย์ต่อมาคือเราจะทำอย่างไรให้ความรุนรงลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างพอสมควร ทั้งนี้ช่วงความรุนแรงก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนเข้ามา เมื่อเทียบกับหลังเข้ามาแล้ว ก็ลดลงประมาณ 49 % ก็ทำให้เรามั่นใจว่าเราแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ได้ดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาต้องขอบคุณหลายๆฝ่ายรวมถึงรัฐบาลที่แล้วที่ได้เริ่มโครงการพูดคุยกับทุกฝ่ายอย่างเป็นทางการ แม้ว่าขณะนั้นเราจะเข้าใจกัน ดีว่ายังไม่มีความพร้อมในบางเรื่องด้วย ซึ่งเรื่องการแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้จะต้องใช้เวลา และต้องอาศัยคนในพื้นที่ให้ร่วมมือกันมากขึ้น
ซึ่งในการดำเนินการทาง คสช. ได้มองว่า คงจะต้องมีการปรับโครงสร้างกลไกการบริหาร ในส่วนของการออกนโยบายได้ ซึ่งเราได้มีการกำหนดแผนซึ่งมีจำนวนมาก แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่แผนดังกล่าวจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้วย อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับพหุวัฒนธรรมด้วย มีความเป็นเอกภาพ และการบูรณาการร่วมกันด้วย ซึ่งแผนต่างๆก็ได้มีการตกผลึกแล้ว แต่ว่าคนสนใจน้อย หากคนทั่วไปสนใจแแต่ผลลัพธ์ว่าเรื่องความขัดแย้งจะจบลงเมื่อไหร่ ทั้งนี้ผลงานของการดำเนินการไม่ใช่ผลงานของ คสช. ทั้งหมด แต่มีการดำเนินต่อเนื่องมาหลายปี หมายความว่าต้องมีความต่อเนื่อง ประเด็นต่อมาที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงก็คือ ทางคสช. ได้แต่งตั้ง คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธาน ซึ่งคปต. เองจะต้องดึงแผนงานของทุกหน่วยราขการที่เกี่ยวข้องมารวบรวมไว้ในที่เดียวกัน ดังกล่าวถือเป็นเรื่องใหญ่ในระบบราชการ อีกทั้งต้องเอาแผนของ กอ.รมน. มาดูทุกแผน เราต้องเรียนตามตรงว่าเราตาเรื่องนี้โดยตรง ซึ่งเป้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แบบเงียบๆ
ด้านนายศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ กล่าวว่า การทำให้เกิดกระบวนการพูดคุย ส่งผลให้มีความพยายามร่วมกันลดความรุนแรงอย่างเป็นรูปธรรม อย่างในเดือนรอมฎอนปี 2556 ก็สถิติความรุนแรงที่ลดลง ซึ่งถือได้ว่าเเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในระดับหนึ่ง และทำให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายสามารถพูดคุยกันได้ อีกทั้งยังมีการเเปลี่ยนเป้าหมายการก่อเหตุ ทำให้เป้าหมายที่เป็นพลเรือนมีจำนวนลดลง ทั้งนี้ทางรัฐบาลได้มีการปรับเปลี่ยนด้านนโยบายการดำเนินการ เมื่อคสช. เข้ามาในปี 57 ซึ่งแต่แรกตนไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แต่ที่ผ่านมา คสช. ได้ออกประกาศ เพื่อจัดการปัญหาภาคใต้ ซึ่งในนั้นมีนัยยะสำคัญก็คือการยอมรับนโยบายเก่าของปี 56 ด้วย คือการดำเนินการนโยบายที่มีความต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้กำหนดให้มีการพูดคุยสันติสุข ที่ได้มีการแบ่งคณะชัดเจนว่าคณะไหนคุยกับกลุ่มไหน จากนั้นก็นำมาสู่แผนปฏิบัติการการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ของรัฐบาลที่ดำเนินการโดย คปต. ที่ทำให้การดำเนินการด้านสันติสุขความเป็นเอกภาพ และมีประสิทธิภาพ ซึ่งที่สำคัญคือมีความเกี่ยวเรื่องกับนโยบายงบประมาณด้วย ทั้งนี้ตนก็ยังมีข้อเป็นห่วงคือ หากทิศทางการดำเนินการดีก็ดีทั้งหมด แต่ถ้าหลุดก็หลุดหมดเลย ก็ถือว่าเป็นอีกความเสี่ยงหนึ่ง ทั้งนี้แผนดังกล่าวยังมีขาดกระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชน ก็ถือเป็นอีกความเสี่ยง ซึ่งอาจจะมีการปรับเปลี่ยนได้ แต่ก็ต้องบอกว่าแผนดังกล่าวก็ต้องถือว่าน่าสนใจ
"การแปลงความคิดเรื่องของนโยบาย มาจากวาทกรรมเรื่องของการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนใต้อย่างสันติ นำมาสู่ความพยายามแก้ปัญหาชายแดนใต้ ถ้าเรามองไปแล้วว่าทั้งหมดมันเกี่ยวกับสันติภาพ แต่ว่าจะเข้าเป้าหรือไม่ก็ต้องดูกันอีกที เรื่องของการประนีประนอม ก็ต้องประเมินกันอีกที ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของนักวิชาการ ภาคประชาสังคมในพื้นที่ช่วยกันแสดงบทบาทถ่วงดุลต่อนโยบายของรัฐ เพื่อนำไปสู่สันติภาพจริงๆ ตามที่ คปต. ได้คิดเอาไว้”นายศรีสมภพกล่าว




