“มัลลิกา”เสนอนายกฯ ใช้คำสั่งคสช. ปฏิรูปพลังงาน เน้นสร้างพลังงานทดแทน ให้ประชาชนมีส่วนร่วม
นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพ กล่าวว่า จากการติดตามนโยบายแต่ละด้านของรัฐบาลขณะนี้มีความเป็นห่วงด้านพลังงาน แม้จะชื่นชมรัฐมนตรีพลังงานคนล่าสุดที่เข้ามาจัดระเบียบพลังงาน แต่ถ้าดูจากการวางแผนนโยบายและแผนการสร้างพลังงานเพื่อการปฏิรูปและความมั่นคงทางพลังงานประกอบกับยุทธศาสตร์พลังงานเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจตามเป้าหมายของนายกรัฐมนตรี ยังคือว่าห่างความจริง เนื่องจากผลกระทบและทางออกกรณีสัมปทานปิโตรเลียมหมดอายุต้องใช้เวลาหาผู้สัมปทานใหม่และผลกระทบหากโรงไฟฟ้าถ่านหิน2แห่งคือ จังหวัดกระบี่และสงขลาที่อาจเกิดขึ้นไม่ได้ตามเวลาที่กำหนดปี 2562 และ2564 เนื่องจากประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยนอกจากนี้ยังมีกรณีโรงไฟฟ้าหลายแห่งต้องทยอยปิดไป
นางมัลลิกากล่าวต่อไปว่า จากข่าวของสำนักนโยบายและแผนพลังงานทางกระทรวงพลังงานเองได้ทำการประเมินไว้ว่าในปี 2564 ประเทศไทยมีความต้องการก๊าซธรรมชาติเหลวหรือLNGอยู่ที่ประมาณ20ล้านตันต่อปี แต่มีความสามารถในการนำเข้าและการรองรับของคลังLNGได้เพียง11ล้านตันซึ่งทำให้ยังขาดอีกประมาณ9ล้านตัน โดยคิดเป็นกำลังผลิตไฟฟ้าที่6,300เมกะวัตต์ทำให้ต้องหาเชื้อเพลิงชนิดอื่นเข้ามารองรับ ซึ่งถ้านับรวมโรงไฟฟ้าถ่านหิน2แห่งที่อาจเกิดขึ้นไม่ได้ตามเวลาที่กำหนดปี2562กับ2564ด้วยแล้ว เท่ากับกำลังการผลิตไฟฟ้าหายไปรวม8,300เมกะวัตต์ซึ่งยังไม่รวมโรงไฟฟ้าที่กำลังจะปลดระวางลงไป จุดนี้กระทรวงพลังงานจะพาประชาชนและประเทศชาติไปตายเอาดาบหน้าหรือว่าจะวางแผนรองรับเสียตั้งแต่ตอนนี้คือ ยุทธศาสตร์ที่นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติต้องดำเนินการ
ทั้งนี้ นางมัลลิกากล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล โดยด้านนโยบายพลังงานนั้น ท่านได้ประกาศลดคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อลดโลกร้อนต่อนานาชาติเปลี่ยนแปลงทิศทางพลังงานของชาติมาเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมลดปัญหาผลกระทบกับประชาชนชุมชนแต่ถ้าติดตามทิศทางของกระทรวงพลังงานประกาศของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานยังเป็นแผนแบบระบบราชการไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่เรียกได้ว่าเป็นการปฏิรูปพลังงาน ตนจึงขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่54/2557ซึ่งมีอยู่แล้วเรื่องคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้บริหารนโยบายมาตรการแผนการบริหารเพื่อพัฒนาพลังงานของประเทศต่อคสช.กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการกำหนดราคาพลังงานให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนพัฒนาพลังงานของประเทศให้ติดตามดูแลประสานสนับสนุนเร่งรัดการดำเนินการของคณะกรรมการทั้งหลาย ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั้งส่วนราชการรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับพลังงานเพื่อให้มีการดำเนินการให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนการพลังงานของประเทศและให้ประเมินผลการปฏิบัติตามนโยบายและแผนบริหารจัดการพลังงานและพัฒนาพลังงานของประเทศ
“นอกจากนี้ขอเสนอให้นายกฯพิจารณาปฏิวัติวงการพลังงานด้วยการพิจารณาสร้างพลังงานทดแทน เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชนพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ทุกเชื้อเพลิงเช่นพลังงานไฟฟ้าจากแสงแดดลมชีวมวล เพราะลดคาร์บอนไดออกไซด์กระจายรายได้สู่ท้องถิ่นชุมชนกระตุ้นเศรษฐกิจได้ซึ่งเป็นสัดส่วนพลังงานทดแทนตามแผนพลังงานชาติ(PDP2015)ที่ผ่านมติการประชุมกพช.และครม.มาอย่างถูกต้องแล้ว หากดำเนินการอนุมัติอย่างโปร่งใสเร่งด่วนอย่างน้อย 3,000 เมกกะวัตต์จะเป็นการลงทุนจากเอกชนที่มีความพร้อมไม่ต่ำกว่า1 แสนล้านบาทนอกจากจะเป็นการสร้างความยั่งยืนมั่นคงทางพลังงานเสริมกับพลังงานอื่นแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มจีดีพีเห็นผลเร็วด้วยนอกนั้นยังเป็นการช่วยสร้างอาชีพให้เกษตรกรเนื่องจากโรงไฟฟ้าประเภทชีวมวลBiomassต้องปลูกหญ้าพลังงานจำนวนมากป้อนโรงงาน”รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์กล่าว
นอกจากนี้นางมัลลิกากล่าวอีกว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงขณะนี้คือรัฐบาลจะต้องระมัดระวังการผลักดันสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) ที่ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว LNG ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลชุดก่อนทิ้งทวนเอาไว้กว่า 5,000เมกกะวัตต์ ถูกสหภาพการไฟฟ้าชุดเก่าร้องคัดค้านต่อกกพ.ไว้อันนี้ควรส่งตรวจสอบให้รอบคอบสิ้นความเสียก่อน แม้ล่าสุดมีความพยายามจากราชการบางส่วนต้องการความชัดเจนแต่อาจเสี่ยงต่อความโปร่งใสและมีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าประชาชนในอนาคต





