"นายกรัฐมนตรี" ชี้ทำเกษตรไทยจะนั่งรอฟ้าฝนอีกต่อไปไม่ได้ ระบุจะต้องเป็น "Smart Farmer" พร้อมเชิญชวนชาวนามาร่วมทำนาแปลงใหญ่
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ" ถึงความคืบหน้านโยบายการให้ความช่วยเกษตรกรของรัฐบาล ว่าที่ผ่านมาชาวนาชาวสวนเราจะทำนาตามมีตามเกิด คอยฟ้า คอยฝน หวังธรรมชาติอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว เราจะต้องเป็น “Smart Farmer” ต้องนำความรู้ หลักวิชาการ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาช่วยด้วยับ คือทำน้อยลง แต่ได้ผลผลิตมากขึ้น ใช้พื้นที่ให้น้อยลง ใช้น้ำให้น้อยลง แต่ผลผลิตต้องมากขึ้น ในส่วนภาครัฐก็ลงทุนฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “Agri Map” เป็นแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก ซึ่งจะประกอบไปด้วยข้อมูลด้านเกษตรกรรมทั้งเรื่องน้ำ ดิน พืช ประมง การตลาด โลจิสติกส์ และข้อมูลประกอบอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น ขอบเขตการปกครอง การใช้ประโยชน์ที่ดิน ทะเบียนเกษตรกร เป็นต้นนะครับ ขอให้ช่วยกันร่วมมือกันในทุกเรื่อง ตัวอย่างเช่น การนำผลงานวิจัยเกี่ยวกับ “ข้าวไทย” ที่มีอยู่มากมาย แต่อาจจะไม่เคยนำไปสู่การผลิตอย่างแท้จริง ไม่สร้างมูลค่าเพิ่มในภาคอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง
ในการประชุมที่ผ่านมาของคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 3/2559 ก็ได้มีข้อเสนอให้ตนจัดตั้ง“สถาบันการพาณิชย์ข้าว” ก็ได้มีการหารือแล้วก็ยกระดับในเรื่องของการอำนวยความสะดวก งานวิจัยข้าว ไปสู่อุตสาหกรรม รวมทั้งเป็นการวิจัย การเจาะตลาดนวัตกรรมข้าว ก็จะเป็นที่ทำงานร่วมกันระหว่างผู้มีประสบการณ์ ด้านนวัตกรรม ด้านการตลาด และธุรกิจ ในเชิงช่วยวิเคราะห์ตลาด กำหนดโจทย์ในการวิจัย สร้างเครือข่ายทางธุรกิจและวิชาการ ตลอดจนขับเคลื่อนให้มีผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากข้าวออกสู่ตลาด ทั้งในและนอกประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันนะครับ
ตัวอย่าง อีกอันหนึ่งคือ การสร้างมูลค่าเพิ่มจาก “รำข้าว” ประมาณ 0.6 ล้านตัน คิดเป็นเพียง 20 % จากผลผลิตข้าว 27 ล้านตัน/ปี เราจะต้องนำมาแปรรูป ผลิตเป็นน้ำมันรำข้าว + เครื่องสำอางค์ + อาหารเพื่อสุขภาพ + สารเคลือบผลไม้ เราก็จะสามารถเพิ่มมูลค่ารำข้าวจากเดิมที่มีมูลค่าเพียง 6,000 ล้านบาท เป็น 26,000 ล้านบาท (หรือมากกว่า 4 เท่า)
“ ผมเห็นว่ามีประโยชน์มาก ก็ได้สั่งการเพิ่มเติมในที่ประชุมไปแล้วว่า ให้ขยายขอบเขตไปสู่พืชผลการเกษตรประเภทอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะ 5 พืชเศรษฐกิจหลักของไทย ได้แก่ ข้าว + มันสำปะหลัง + อ้อย + ข้าวโพด และยางพารา โดยเฉพาะมาตรการแก้ปัญหาราคายางพาราที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการจับคู่ธุรกิจผลิตภัณฑ์ยาง กับ 147 บริษัท จาก 28 ประเทศ จะสามารถสร้างมูลค่าได้กว่า 20,000 ล้านบาท แต่ก็คงเป็นมาตรการส่งเสริมระยะสั้นนะครับ ในระยะยาว ก็จะมีสถาบัน – หน่วยงาน ในลักษณะตามที่นบข. เสนอมา มาดูแลอย่างต่อเนื่อง ครบวงจร มันก็จะสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรของไทยได้ ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว ปัญหาที่สำคัญของเรื่องการเกษตร คือเรื่องความสมดุล ดีมานด์ ซัพพลาย วันนี้เรายังลดพื้นที่บางอย่างไม่ได้ พืชบางอย่างปลูกมากเกินไป ราคาตก ถ้าเราลดพื้นที่ไม่ได้ ก็ต้องลดพื้นที่ลง โดยการเอามาทำเป็นมูลค่าเพิ่มเพื่อชดเชยอนาคตเพราะเราจะต้องลดพื้นที่เหล่านั้นลงไปให้ได้ ไม่งั้นเกษตรกรก็แย่ลงทุกวันน่ะ วันนี้ก็สงสารเค้า น่าเห็นใจเค้าสำหรับ“การทำเกษตรแปลงใหญ่” ตามนโยบายรัฐบาล นะครับ ขอให้ติดตามความก้าวหน้าในการประชาสัมพันธ์ด้วยนะครับ เป็นมาตรการที่มุ่งเน้นให้มีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันมีการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและมีการปฏิรูปภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน ด้วยกลไก “ประชารัฐ” ได้มีการนำนวัตกรรม เทคโนโลยี เครื่องจักร เครื่องมือ นะครับและนำงานวิจัยและพัฒนาต่างๆ รวมทั้งการบริหารจัดการของภาคเอกชน ซึ่งเป็น “การพัฒนาเกษตรสมัยใหม่” มาช่วยในการพัฒนาเกษตรแปลงใหญ่ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 580 แปลง บนพื้นที่ 1.34 ล้านไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 85,000 ครัวเรือน ใน 31 รายการสินค้า เช่น ข้าว พืชไร่ ผัก สมุนไพร ไม้ผล ไม้ยืนต้น กล้วยไม้ ปศุสัตว์ ประมง และหม่อนไหม เป็นต้น
“ สำหรับตัวอย่างที่ให้เห็นได้ในวันนี้ก็คือในพื้นที่การ “ปลูกข้าวแปลงใหญ่” ที่ ต.ผักไหม อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ นับว่าประสบความสำเร็จ ในการทำเกษตรสมัยใหม่แบบแปลงใหญ่แห่งหนึ่ง ตามแนวทางประชารัฐ บนพื้นที่ 3,780 ไร่ มีสมาชิก 297 ราย บริหารงานโดยศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ซึ่งเป็นวิสาหกิจชุนชน สภาพพื้นที่ทำนาอยู่ในเขตที่มีความเหมาะสมทั้งปานกลางและน้อย เราสามารถลดต้นทุนการผลิตจาก 4,620 เหลือ 3,285 บาท/ไร่ หรือลดลงได้ถึง 29% และเพิ่มผลผลิตข้าวจาก 400 เป็น 500 กก./ไร่ หรือเพิ่มขึ้นได้ 25% ก็อยากให้เป็นแบบอย่าง อาจจะมีหลายพื้นที่ที่ไม่ได้กล่าวถึง ขอบคุณด้วยที่ร่วมมือ เราจะได้ช่วยได้ตรงจุด ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ส่วนมาตราการให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวนา ชาวไร่ นั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้มีการรายงานความคืบหน้า ผลการดำเนินการตามนโยบายการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรดังนี้เรื่องสำคัญก็คือเรื่องที่หนึ่ง การควบคุมข้าวชาวนา มีจำนวนผู้เช่านาราว 360,000 ราย มีผู้ให้เช่า 340,000 ราย พื่นที่ที่มีการเช่านาทั้งหมด 9,600,000 ไร่ เราสามารถเจรจาลดค่าเช่านา ให้แก่ผู้เช่าได้จำนวน 120,000 กว่าราย คิดเป็นพื้นที่เช่านา 2.2 ล้านไร่ คิดเป็นมูลค่ากว่า 48 ล้านบาทสำหรับในพื้นที่ประสบภัยธรรมชาติ ได้เจรจาลด งดเก็บค่าเช่านาให้แก่ผู้เช่า ได้จำนวน 581 ราย เป็นพื้นที่เช่านา 7,363 ไร่ จำนวนเงินที่ลดค่าเช่าที่นาลงได้กว่า 1,100,000 บาทจำนวนเงินที่งดค่าเช่านาลงได้กว่า 1 ล้าน 1 แสนบาท สำหรับจำนวนเงินที่งดเก็บค่าเช่านากว่า 2 ล้าน 6 แสนบาท เรื่องที่2 การแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ได้เปิดศูนย์ดำรงธรรมอำเภอ จากจังหวัดเป็นอำเภอต่อไป ให้ชาวนา เกษตรกรที่นำที่ดินไปจำนองนอกระบบมาเจรจากับเจ้าหนี้ โดยมีปลัดอำเภอและคณะกรรมการช่วยกันเจรจา มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 1 ล้าน 6 แสนราย
ได้แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1.หนี้สินที่เดือดร้อนเร่งด่วนที่มีคำพิพากษาให้บังคับคดีแล้ว 2.หนี้นอกระบบที่ยังไม่มีการฟ้องร้องหรือบังคับคดี กำลังแก้ไขปัญหานี้อย่างเป็นระบบอยู่ในขณะนี้ กรณีประเด็นทางสังคมที่อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจบ้านเมืองกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นเราต้องรักษาความสงบเรียบร้อยให้มากที่สุดสำหรับประเทศไทยในการที่จะเดินไปข้างหน้าแล้วก็ไปสู่การค้าการลงทุน เพราะว่ามันจะต้องเกิดตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงอนาคต เมื่อเรามีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นความร่วมมือที่เราอยากจะขอทุกท่านก็คือ 1.เรื่องของการตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย อันนี้ก็จริงๆแล้วมันมีอยู่แล้ว ส่วนราชการมันก็มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นที่ตั้งขึ้นมาใหม่ไม่ใช่เพื่อไปตั้งเอาคนอะไรมาเยอะแยะไม่ใช่ แต่เป็นการตั้งกลไกในการบูรณาการแสวงหาความร่วมมือ 3 ฝ่ายให้ได้ อันแรกก็ได้แก่รัฐบาลหน้าที่โดยตรงเป็นของกระทรวงมหาดไทย





