วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สอบผ่าน 'ค้ามนุษย์' จับตาประมงไทยหลุด 'ไอยูยู ใบเหลือง'

แถลงรายงานการค้ามนุษย์ ประจำปี 2559 ไทยเลื่อนอันดับของประเทศไทยขึ้นไปอยู่ในกลุ่มที่ 2

จากการพยายามดำเนินการของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2558 - 31 มีนาคม 2559 ซึ่งการขึ้นจากระดับต่ำสุดในชั้น “เทียร์ 3” ( เทียร์ 3 หมายถึง ประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำตามกฎหมายด้านการค้ามนุษย์ของสหรัฐฯ และไม่ได้ใช้ความพยายามอย่างมีนัยสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ) ซึ่งไทยติดหล่มมานานถึง 2 ปี ตั้งแต่ปี 2557 สะท้อนว่า ไทยได้ดำเนินความพยายามอย่างมี “นัยสำคัญ” ในการขจัดการค้ามนุษย์ แม้ว่าการดำเนินงานจะยังไม่ได้เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำสุดอย่างครบถ้วน

ส่วนสาเหตุที่ไทยได้เลื่อนอันดับ ไปอยู่ "เทียร์ 2"  เนื่องจากรัฐบาลไทยได้กำหนดให้ประเด็นการต่อต้านการค้ามนุษย์เป็น“วาระแห่งชาติ”และเป็นผลจากการที่รัฐบาลใช้คำสั่งตามอำนาจมาตรา 44 ออกกฎหมายและเร่งรัดแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์อย่างรวดเร็ว และมีการดำเนินคดีกับการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเทศไทยเองก็ชะล่าใจไม่ได้ในเรื่องปัญหาการค้ามนุษย์ เพราะต่อไปหากทำไม่ดี มีสิทธิหล่นลงมาเหมือนเดิม เพราะจากแถลงการณ์ของสหรัฐฯ ระบุว่า ปัญหาการค้ามนุษย์ในประเทศไทยยังมีอยู่กว้างขวาง และรัฐบาลต้องแสดงความเป็นผู้นำในการดำเนินการมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้การที่ไทยหลุดพ้นจากบัญชี "เทียร์ 3" นั้น ย่อมส่งผลดีต่อสินค้าส่งออก โดยเฉพาะสินค้าจำพวกอาหารทะเลที่แต่ละปีมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปนับแสนล้านบาท จะไม่ถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขเรื่องการค้ามนุษย์เหมือนในอดีต

การที่ไทยได้เลื่อนขึ้นเป็น "เทียร์ 2 " นับว่าเป็นเรื่องดีอย่างมาก ทำให้เรื่องที่ี่ประเทศไทยเพิ่งแพ้โหวตเลือก“สมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ” เมื่อวันที่ 28 มิถุนายนที่ผ่านมา เป็นเรื่องค่อนข้างเล็กน้อยไป ซึ่งในเรื่องเก้าอี้สมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงฯ ในโควต้าของทวีปเอเชีย มี 2 ประเทศ ซึ่งเราต้องแข่งขันกับประเทศคาซัคสถานจากประเทศในเอเชียกลาง ซึ่ง"คาซัคสถาน"นั้นถูกเลือกเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์ของภูมิรัฐศาสตร์โลก เพราะไม่มีประเทศเอเชียกลางนั่งอยู่ในคณะมนตรีฯเลย ในขณะที่เอเชียตะวันออกนั้นมีญี่ปุ่น ส่วน "มาเลเซีย" ซึ่งได้ที่นั่งในนามอาเซียนจะหมดวาระในปีนี้เอง จะเลือกไทยเข้าไปเสียบแทนมันก็กระไรอยู่

อันที่จริงแล้ว"สมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ" ก็ไม่ได้มีอำนาจอะไรมากนัก เป็นเพียงไม้ประดับของมหาอำนาจ 5 ชาติซึ่งเป็นสมาชิกถาวร แต่ตำแหน่งในคณะมนตรีความมั่นคงฯ ก็ยังเป็นที่ต้องการของหลายประเทศที่อยากยกระดับบทบาทของตนเองในเวทีโลกรวมถึงไทย ถ้าได้เป็นก็คงได้หน้าได้ตา ได้เพิ่มบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น

ที่ผ่านมา รัฐบาลไทย อ้างว่า การได้เข้าไปสมาชิกฯในคณะมนตรีฯ จะช่วยส่งเสริมและยกระดับภาพลักษณ์ วิสัยทัศน์ และความก้าวหน้าเชิงการทูตและการเมืองระหว่างประเทศของไทยในเวทีพหุภาคี รวมถึงเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารแบบวงในในระดับชั้นนำของโลก ที่สำคัญ ไทยยังจะได้โอกาสผลักดันวาระที่จะเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทย หรือปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของไทยในประเด็นที่มีผลกระทบหรือเกี่ยวโยงกับไทยโดยตรง

แต่ที่ยังต้องลุ้นสุดๆ ก็คือ กรณีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2558 สหภาพยุโรป(อียู) ได้ ประกาศเตือนประเทศไทยด้วยการแจก “ใบเหลือง” ด้วยเหตุที่ประเทศไทยไม่ให้ความร่วมมือในการต่อต้านการทำประมงผิดกฎหมาย ไม่รายงาน และไร้การควบคุม หรือ ไอยูยู (Illegal, Unreported and Unregulated Finishing: IUU)

ทั้งนี้สาเหตุที่มาของ“ใบเหลือง” สืบเนื่องมาจากเมื่อปี2554  อียู  ส่งตัวแทนมาตรวจสอบการควบคุมประมงผิดกฎหมายในประเทศไทยเพื่อพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ผ่านไป 3 ปี ไทยไม่ได้มีการปรับปรุงแผนการจัดการที่นำไปสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรมได้

การแจ้งเตือน หรือให้ “ใบเหลือง” เป็นการให้โอกาสไทยในการ “ปรับปรุง” แก้ไข และที่ผ่านมารัฐบาล ได้เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว มีการตั้ง “ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย” ขึ้นมาเป็นกลไกหลักในการแก้ไขปัญหา พร้อมออกกฎ 15 ข้อ มาบังคับใช้กับเรือประมงในทะเล และยังมีการเปลี่ยนตัวอธิบดีกรมประมงอีกด้วย

ทั้งนี้ ตอนแรกที่ อียูให้ “ใบเหลือง” กับไทยนั้น ได้ให้เวลา 6 เดือนในการแก้ไขปัญหา และได้มีการส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาประเมินผล แต่เมื่อครบระยะเวลาดังกล่าวในเดือนตุลาคม 2558 “อียู” ได้คง “ใบเหลือง” ไว้เหมือนเดิม จากนั้นก็มีการประเมินผลเป็นระยะๆ แต่“ใบเหลือง ” ก็ยังคงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลา 1 ปี กว่า และจะมีการประเมินผลกันอีกครั้งในเดือนนี้้ ( ก.ค.)

ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบที่ชัดเจนจากการโดน“ใบเหลือง” เพราะตลาดกลางอย่างยุโรปก็ยังนำเข้าสินค้าประมงไทยเช่นเดิม ไม่มีการตัดสิทธิ์ จึงยังไม่ส่งผลโดยตรงกับการส่งออกสินค้าอาหารทะเลไปสหภาพยุโรป

แต่ถ้าหากในอนาคตได้รับ“ใบแดง”ขึ้นมา ธุรกิจหลักๆ ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงเลยก็คือ อุตสาหกรรมประมงทั้งสดและแปรรูปของไทย จะไม่สามารถส่งออกไป “อียู”ได้เลย หากเป็นเช่นนั้นจริง จะทำให้เกิดความเสียหายต่อการส่งออกสินค้าประมงไทยไปตลาดอียู อย่างน้อยปีละ 30,000 ล้านบาท

ส่วนการที่ไทยจะหลุดจาก “ใบเหลือง ” ก็ค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะไทยยังมีปัญหาในเรื่องของงบประมาณ และจำนวนบุคลากรที่ไม่เพียงพอต่อการจัดการ รวมไปถึงแผนการทำงานที่ไม่สามารถดึงผู้ที่เกี่ยวข้องให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นการที่ไทยจะจัดการปัญหาประมงให้ได้มาตรฐานตามหลักการสากล จน “อียู” ปลด “ ใบเหลือง” เปลี่ยนเป็น ให้“ใบเขียว” ซึ่งหมายถึง การทำประมงและสินค้าประมงที่ถูกต้อง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

อีกทั้งที่ผ่านมา ท่าทีของ “ อียู” ที่มีต่อไทยก็ไม่ค่อยดีนัก กล่าวคือ ตั้งแต่เมื่อครั้งที่มีการทำรัฐประหารเมื่อปี 2557 รัฐมนตรีต่างประเทศของกลุ่มสหภาพยุโรปหรืออียู ได้ออกแถลงการณ์ประณามการยึดอำนาจในไทยและเตรียมดำเนินมาตรการลงโทษ เพื่อสนับสนุนการเรียกร้องให้ไทยกลับสู่การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง นอกจากนี้รัฐมนตรีทั้งหมดของอียูยังได้ระงับการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และระงับการลงนามในข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือกับไทย

และต่อมาก็ยังมีกรณีที่ “อียู” ออกแถลงการณ์ทักท้วงรัฐบาลไทย เช่น เรียกร้องให้เคารพเสรีภาพในการพูดและการชุมนุม แม้กระทั่งสภายุโรปยังโหวตออกข้อมติฉบับหนึ่ง เรียกร้องไทยให้เลิกจำกัดสิทธิเสรีภาพ

รศ.ดร. ปณิธาน วัฒนายากร ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ บอกว่า สาเหตุหลักที่ไทยได้เลื่อนอันดับ ขึ้นเป็น “เทียร์ 2 เฝ้าระวัง ” นั้น ก็เพราะ รัฐบาลได้มีการปรับปรุงกฎหมาย มีการออกคำสั่งทางบริหาร แก้ไขข้อจำกัดในการดูแลเหยื่อ และการทำคดีใหญ่ๆ เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ อย่างไรก็ตามในเรื่องปัญหาการค้ามนุษย์ เรายังต้องทำอีกเยอะ เพราะ คงมีการส่งคนเข้ามาดูปัญหานี้ในไทยอีก รัฐบาลต่อไปก็ต้องทำต่อ

“ ส่วนที่มองว่า การที่ไทยได้เลื่อนอันดับในครั้งนี้ เกีี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ ต้องการกระชับความสัมพันธ์กับไทย ไม่ให้ใกล้ชิดกับจีน มากเกินไปนั้น ผมเห็นว่าไม่น่าเกี่ยวข้องกัน เพราะทางการฑูตของเรา จะรักษาระยะห่างกับทุกประเทศ ไม่เลือกข้าง ถ้าสหรัฐฯ ต้องการเอาใจไทย จริงๆ คงเลื่อนอันดับให้ไทยขึ้นเป็น "เทียร์ 1" เหมือนกับฟิลิปปินส์ ไปแล้ว แต่ยอมรับว่าทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯดีขึ้น หลังจากที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หลังจากมีการรัฐประหารในประเทศไทย อย่างไรก็ตามการเลื่อนอันดับให้ไทยขึ้นเป็น “เทียร์ 2 ” ทำให้การส่งออกของไทยดีขึ้น เพราะมีค่านิยมของชาวตะวันตก ที่ไม่สนับสนุนสินค้าที่มีที่มาจากปัญหาการค้ามนุษย์ ”

ส่วนการที่ประเทศไทยไม่ได้เป็นสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงฯนั้น "ปณิธาน" บอกว่า ที่จริงการได้เก้าอี้นี้ ทำให้ไทยมีความสำคัญในเวทีีโลกมากขึ้น แต่เมื่อไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร

แต่ที่หนักที่สุด ตอนนี้ก็คงเป็นเรื่อง "ไอยูยู ใบเหลือง" โดย อาจารย์ปณิธาน เห็นว่า ยังหนักอยู่ มีอีก 30 กว่าข้อ ที่ไทยยังต้องทำ ทั้งเรื่อง การบังคับใช้กฎหมาย,ปัญหาประมงชายฝั่ง ,การจับปลาในทะเล,ที่มาของปลาที่จับ แต่ที่ผ่านมาทางไทย ก็ได้ทำไปหลายเรื่องในการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย เช่น การมียุทธศาสตร์ทางทะเล และจะออกกฎหมายความมั่นคงทางทะเลตามมา และการที่ปัญหาการค้ามนุษย์ในภาพใหญ่ดีขึ้น ก็คงมีส่วนทำให้การค้ามนุษย์ในทะเลที่เป็นส่วนย่อย ดีขึ้นตามไปด้วย

"แม้ว่าที่ผ่านมา อียู มีท่าทีที่ไม่ค่อยดีต่อไทยหลังจากมีการรัฐประหาร แต่นั่นก็เป็นเรื่องทางการเมือง แต่ในเรื่อง "ไอยูยู ใบเหลือง" ไม่น่าเกี่ยวข้องโดยตรง เพราะเป็นเรื่องของข้าราชการประจำ ที่เข้ามาดูเราในการแก้ไขปัญหาและเห็นความพยายามและให้โอกาส ผ่อนปรนเวลาในการแก้ไข”

อย่างไรก็ตาม การที่จะให้ไทยหลุดจาก "ไอยูยู ใบเหลือง" ในเดือนกรกฎาคมนี้ ยังเป็นเรื่องยาก และคงต้องลุ้นกันอย่างชนิด "หืดขึ้นคอ" เลยทีเดียว