ส.นักข่าวฯ จัดเสวนา ประชามติ อะไรทำได้-ไม่ได้ “สมชัย” ร่ายยาว แจงร่างประกาศกกต.เขียนภาษากฎหมาย-ลงละเอียดไม่ได้
ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถ.สามเสน สมคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดเสวนาหัวข้อ “ประชามติ อะไรทำได้-ไม่ได้” โดยมีนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง นายเสรี สุวรรณภานน์ ประธานกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง(สปท.) พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ รองประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และนายไพโรจน์ พลเพชร นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน ร่วมเสวนา
โดยนายสมชัย กล่าวตอนหนึ่งว่า ในการออกร่างประกาศกกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ กกต.ยืนอยู่บนหลักการสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นสำคัญ กกต.ยึดมาตรา 7 พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ที่ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพออกความเห็นโดยสุจริตไม่ขัดกฎหมาย หมายความว่าอะไรก็ตามที่เป็นเสรีภาพส่วนบุคคล พูด เขียน สัมภาษณ์ โพสต์ หรือบรรยายทางวิชาการ เป็นเสรีภาพส่วนบุคคลที่ทำได้ การทำอย่างไม่ขัดกฎหมายคือ ไม่เป็นสิ่งที่เท็จ ไม่ก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย และไม่นำไปสู่การปลุกระดมสู่ความวุ่นวายทางการเมือง กระบวนการแสดงความเห็นต้องไม่นำไปสู่ความวุ่นวายดังกล่าว วิธีการในการออกประกาศของกกต. กกต.พยายามคิดถึงสิ่งที่เป็นรูปธรรมในทุกความเป็นไปได้ เช่น ประชาชนใส่เสื้อ ติดเข็มกลัด ได้หรือไม่ สิ่งที่เป็นรูปธรรมมีเป็นร้อยอย่าง กกต.ถกกันในทุกประเด็น จากนั้นกลับไปคิดถึงเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก
นายสมชัย กล่าวต่อว่า การออกประกาศต้องเขียนด้วยภาษาทางกฎหมายให้กระชับและครอบคลุม ซึ่งการออกประกาศอาจมองไม่เป็นรูปธรรมมากนักแต่ก็ครอบคลุม คำถามว่าทำไมกกต.ไม่เขียนให้ละเอียดชัดเจน การที่จะเขียนละเอียดให้เป็นรูปธรรมครอบคลุมทุกพฤติกรรมอย่างไรก็ทำไม่ได้ ถ้าทำจะมีเป็นร้อยเป็นพันอย่าง ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นประกาศที่ให้ชาวโลกมองว่าประเทศไทยเป็นอะไรไปแล้ว เช่น ถ้าไปเขียนว่าใส่เสื้อได้ไหม คนจะถามต่อว่าใส่หมวกได้หรือไม่ อาจทำให้เป็นคำถามสืบเนื่องต่อไปมากมาย ประกาศของกกต.จึงเป็นในเชิงกฎหมายครอบคลุมสาระ แต่หลักการสำคัญคือเสรีภาพส่วนบุคคลยังมี ตราบใดที่ไม่โกหก ก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย รวมทั้งการปลุกระดม ประกาศของกกต.ถ้าดูแล้วจำกัดสิทธิเสรีภาพหรือไม่นั้น คำตอบคือไม่ ประชาชนสามารถแสดงออกอย่างมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่ ประกาศนี้ยังขัดต่อคำสั่งของผู้มีอำนาจทางบ้านเมืองด้วยซ้ำ เช่นถ้าเป็นกลุ่มการเมืองจัดแสดงความเห็นเอง อาจไปขัดต่อประกาศคสช. กกต.จึงเปิดช่องทางให้ไปหาเจ้าภาพคือสถาบันการศึกษา สื่อมวลชน หรือหน่วยงานราชการ และกกต.จะไม่เข้าไปเซ็นเซอร์ ให้รับผิดชอบกันเอง
นายสมชัย กล่าวต่อว่า 10 ข้อที่ตนโพสต์ในเฟสบุ๊ค ตรงกับ 8 ข้อ ที่กกต.ห้ามทำทุกอย่าง เพียงแต่แยกการโพสต์กับการแชร์ข้อความเป็น 2 ข้อ เดิมทีรวมไว้ในข้อเดียวกัน ในภาษากฎหมายอ่านอย่างไรก็อ่านไม่รู้เรื่อง เช่น การเขียนห้ามนำเข้าและส่งต่อข้อมูล ชาวบ้านจะเข้าใจหรือไม่ การนำเข้าก็คือการโพสต์ การส่งต่อก็คือการแชร์ การกดไลค์แล้วผิดหรือไม่ กกต.ไม่อ่อนไหวขนาดนั้น อย่าไปซีเรียส เราอ่อนไหวเรื่องการแชร์ที่มีข้อความตามข้อห้าม ที่กองทุนจ.ขอนแก่น แชร์ข่าว แชร์เฉยๆไม่ผิด แต่เขาไปโพสต์เพิ่มเติมด้วยข้อความก้าวร้าวหยาบคาย มีการพาดพิงถึงการรับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นส่วนตัว ตนจะเฉยๆ แต่นี่เป็นลักษณะองค์กร ส่วนการใส่เสื้อ yes หรือ no ใส่ได้ เมื่อใดที่เป็นการใส่ส่วนบุคคล แต่เมื่อใดที่มีการนัดใส่พร้อมๆกัน แสดงตัวให้เห็นเป็นกระบวนการอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง แม้ไม่ผิดกฎหมายประชามติก็อาจผิดกฎหมายความมั่นคง เราคงไม่เขียนกฎหมายให้ครอบคลุมทุกๆเรื่องได้ บ้านเราศรีธนญชัยเยอะ
“กกต.มุ่งหวังให้การทำประชามติครั้งนี้เป็นที่ยอมรับทั้งในเรื่องกระบวนการและผลที่เกิดขึ้น หลังจากผลประชามติออกมาต้องยุติ รับเป็นรับ แพ้เป็นแพ้ กระบวนการต้องไม่อึดอัดหรืออึมครึม แม้จะพยายามออกแบบให้สมบูรณ์ ก็ถูกปรับแก้กติกาเพื่อหลีกเลี่ยงการฉกฉวยโอกาสของกลุ่มการเมือง เข้าใจสิ่งที่สนช.ปรับแก้พ.ร.บ.นี้ หลายเรื่องที่กกต.เสนอไปอาจเป็นความคิดที่ก้าวหน้า ก้าวหน้ามากเกินไป เพราะเดิมที กกต.เขียนไว้เปิดให้มีการรณรงค์อย่างเต็มที่ กกต.ตั้งงบประมาณไว้ 50 ล้านบาทสำหรับกลุ่มที่รับและอีก 50 ล้านบาทสำหรับกลุ่มไม่รับ เมื่อไปพิจารณาในขั้นกฎหมาย หลายคนอาจมองว่าก้าวหน้าเกินไปไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้จึงถูกตัดออก โดยอุดมการณ์ของตน ประชามติต้องเปิดเผย เป็นไปตามหลักสากล แต่ตอนนี้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่กกต.ทำอะไรไม่ได้” นายสมชัย กล่าว
ด้านนายเสรี กล่าวว่า สิ่งที่กกต.ทำก็เป็นไปตามกฎหมาย การที่กกต.จะทำหน้าที่ตรงนี้ ช่วงแรกประชาชนอาจเข้าใจหรือไม่เข้าใจ บางคนรู้อยากลองของหรืออยากทำให้เกิดความวุ่นวาย กกต.จึงลำบาก เพราะอยู่ในช่วงการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ปฏิบัติก็ไม่ได้ ปฏิบัติก็มีผลกระทบ เป็นห่วงแนวทาง กกต.เองว่าควรคุยกันภายในให้ตกผลึก ตอนแรกมี 6 ข้อ 8 ข้อ ตอนหลังนายสมชัยมาช่วยขยายเป็น 10 ข้อ ประชาชนอาจทำผิดทำถูกได้ บางทีอธิบายเรื่องเดียวกัน แต่ชาวบ้านผู้ปฏิบัติอาจสับสนได้ ถ้ากกต.ออกมาให้ตรงกันอาจแก้ความสับสนได้ หลักการทำประชามติวางหลักสำคัญในมาตรา 7 พ.รบ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ที่ประชาชนสามารถแสดงความเห็นโดยสุจริตแต่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ก็ต้องไปดูกฎหมายอื่นอีก เสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยสุจริตถ้าเราให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ ต้องไม่ใช่แค่อะไรทำได้-ไม่ได้ พื้นฐานคือต้องทำได้ทุกเรื่อง
นายเสรี กล่าวอีกว่า ประชามติกฎหมายห้ามสำคัญคืออยู่ในมาตรา 61 ยิ่งอธิบายละเอียดจะยิ่งแคบลงเรื่อยๆ ส่วนใหญ่กฎหมายจะไม่เขียนรายละเอียดไว้ แต่จะเขียนวางหลักการแล้วให้ไปตีความ การตีความก็ดูว่าข้อความในกฎหมายเขียนอะไร บางครั้งไม่ต้องตีความมากเพราะเขียนไว้ชัดเจนอย่างเช่นห้ามหยาบคาย สิ่งเหล่านี้ควรอธิบาย วิธีการคือยึดหลักตัวบทเป็นหลัก การอธิบายในมาตรา 61 ถ้าตัวไหนชัดแล้วก็ไม่ต้องพูดถึงมาก ถ้าคำไหนยังคลุมเครือก็อธิบาย ยกตัวอย่างประกอบเพื่อทำความเข้าใจว่าห้ามอะไร แม้จะยกตัวอย่างได้ไม่ครบ แต่ก็ต้องทำให้อยู่บนหลักของบทบัญญัติ ความชัดเจนไม่ใช่เรื่องง่าย ที่บอกห้ามรณรงค์ ตนก็พยายามหาแต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนในกฎหมายดังกล่าว เพราะเรื่องอาญาข้อห้ามต้องเขียนให้ชัดในข้อกฎหมาย
ขณะที่นายไพโรจน์ กล่าวว่า มาตรา 10 ของพ.ร.บ.ประชามติ ถ้าเป็นกรธ. หรือหน่วยงานที่สนับสนุนจากกรธ. ให้ถือว่าไม่ใช่การจูงใจในการให้ประชาชนลงประชามติอย่างใดอย่างหนึ่ง คิดว่ากรธ.จะวิเคราะห์ในด้านลบหรือไม่ แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมีข้อจำกัด ควบคุมตัวเนื้อหาการพูด รวมทั้งควบคุมวิธีการ อย่างการจัดเวทีสัมมนาอภิปรายต้องมี 3 หน่วยงานมารองรับ ทำไมองค์กรอื่นจึงจัดไม่ได้ ถ้าทำแล้วไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายจะด่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้หรือ ไปยืนไม่รับรัฐธรรมนูญ 10 คน จะก่อให้เกิดความวุ่นวายตรงไหน แท้จริงประชามติต้องเปิดโอกาสอย่างเต็มที่ ชาวบ้านอาจพูดหยาบคายได้ หรือรัฐธรรมนูญศักดิ์สิทธิจนพูดหยาบคาบใส่ไม่ได้ ตอนประชามติรัฐธรรมนูญ 2550 แทบไม่ได้มีการมาควบคุมเนื้อหาการพูด ครั้งนี้ดูเหมือนว่าเราไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายเห็นต่าง ตัวกฎหมายไปจำกัดตั้งแต่ต้น แต่การที่บอกกรธ.ชี้แจงข้อมูลไม่เป็นการจูงใจนั้น สิ่งนี้เป็นการจูงใจโดยตรง นี่ไม่ใช่บรรยากาศการลงประชามติเลย การอ้างแต่ความมั่นคง ทั้งที่เราต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญนี้ ความขัดแย้งไม่มีทางคลี่คลายในบรรยากาศแบบนี้ เราไม่ได้ให้ความเสมอภาคและความเป็นธรรมเลย





