ผลวิจัย สสค.ชี้ชัด พ่อแม่แบกรับภาระต้นทุนสอบเข้าอุดมศึกษาเฉลี่ยคนละ6% ของรายได้ครัวเรือน แจงนโยบายเรียนฟรี ค่าใช้จ่ายแฝงเพียบ
ที่สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.) จัดงานแถลงข่าวเปิดผลสำรวจ “ต้นทุนชีวิตเยาวชนต่อการสอบเข้าอุดมศึกษาไทย” โดยมี ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ คณะกรรมการ สสค. กล่าวว่า ทางสสค.ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของนักเรียน–ผู้ปกครองต่อการเตรียมความพร้อมเพื่อศึกษาต่ออุดมศึกษา จากกลุ่มตัวอย่างนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 1,564 คน และผู้ปกครองนร.ชั้นม.ปลาย จำนวน 511 คน ในเขตอ.เมืองและนอกเขตอ.เมือง พื้นที่กทม.และ4 จ.หัวเมืองใหญ่ ได้แก่ เชียงใหม่ กาญจนบุรี นครราชสีมา และสงขลา ระหว่างเดือนมี.ค.-เม.ย.2559
โดยผลสำรวจการใช้ชีวิตของนักเรียนม.ปลาย พบว่า ในหนึ่งสัปดาห์ นร.ชั้นม.ปลายเกือบ 50%ใช้เวลาไปกับการเล่นโซเซียล/อินเทอร์เน็ตเป็นกิจกรรมพิเศษนอกเวลาเรียนปกติมากที่สุด รองลงมาได้แก่ 11%ใช้เวลาไปกับเรียนพิเศษ 10%ใช้เวลาไปกับการพักผ่อนกับครอบครัว 9%ใช้เวลาไปกับการทำการบ้าน และมีเพียง 7%เท่านั้นที่ใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ ซึ่งเมื่อถามความรู้สึกที่สะท้อนต่อชีวิตในวัยเรียนระดับชั้นม.หลาย คือ เหนื่อย เรียนหนัก และสอบมากไปไหน
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการเรียนพิเศษนร.ชั้นม.ปลาย พบว่า 60%ที่เรียนพิเศษ และ40%ไม่ได้เรียนพิเศษ จำแนกตามสถานะทางเศรษฐกิจ พบว่า นร.ม.ปลายในกลุ่มรายได้ปานกลาง และค่อนข้างมีฐานะมากกว่าครึ่งที่เรียนพิเศษ โดย 5 สาเหตุหลักที่ต้องไปเรียนพิเศษ คือ 36%อยากได้เทคนิคการทำข้อสอบ 36%อยากได้เกรดดีๆ เพื่อเรียนต่อ 33%เรียนที่โรงเรียนไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง 29%ต้องเตรียมตัวสอบหลายอย่างเพื่อสอบเรียนต่อ และ16%บางวิชาที่โรงเรียนไม่ได้สอนแต่ต้องใช้ในการสอบเพื่อเรียนต่อ นอกจากนั้น 5 อันดับวิชายอดนิยมที่นร.ม.ปลายเลือกเรียนพิเศษ ได้แก่ 76%คณิตศาสตร์ 54%ภาษาอังกฤษ 37%ฟิสิกส์ 32%เคมี และ 15%ชีววิทยา โดยร่ายจ่ายในการเรียนพิเศษ แต่ละระดับชั้นเรียนพิเศษเฉลี่ย 2-3 วิชา ลดเรียนสูงสุด 7 วิชา ต่ำสุด 1 วิชา มีค่าใช่จ่ายจากการเรียนพิเศษตลอดช่วงม.ปลาย เฉลี่ยคนละ 19,748.43 บาท
“เด็ก 1คน จะมีรายจ่ายตลอดการเรียนชั้นม.ปลาย(ม.4-ม.6) ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อศึกษาต่ออุดมศึกษา เฉลี่ยคนละ 61,199 บาท คิดเป็น 6%ของรายได้ในครัวเรือน อาทิ รายจ่ายในโรงเรียน(ค่าเทอม/ค่ารถ/ค่าอาหารกลางวัน) 17,823 บาท รายจ่ายในการเรียนพิเศษ(ค่าเรียนพิเศษ/ค่าที่พัก/ค่ารถ) 22,592 บาท รายจ่ายในการสมัครสอบ (ค่าสมัครสอบ/ค่ามัดจำเพื่อรักษาสิทธิ์/ค่ารถ/ค่าที่พัก)20,040 บาท ซึ่งการมีนโยบายเรียนฟรีในระดับม.ปลาย พบว่าไม่ได้เป็นเรียนฟรีจริง ยังมีรายจ่ายแฝงอยู่ คือ 89%ค่าอาหารกลางวันในโรงเรียน 62%ค่าสมัครสอบต่างๆ ค่ามัดจำเพื่อรักษาสิทธิ์ 58%ค่ารถไปโรงเรียน 49%ค่าเรียนพิเศษและค่าที่พักไปเรียนพิเศษ 29%ค่าหนังสือ/ตำราเรียนเพิ่มเติม และ1%อื่น ๆ ส่วนความพร้อมของผู้ปกครองในการสนับสนุนค่าใช้จ่าย พบว่า ไม่ว่าผู้ปกครองจะฐานใดล้วนมีความพร้อมที่จะสนับสนุนเพื่อให้บุตรหลานได้เรียนต่ออุดมศึกษาแม้ต้องไปกู้เงิน โดยสัดส่วนการกู้ยืมเงินเพื่อสนับสนุนการศึกษา 50%ในครัวเรือนฐานะยากจน 27%ฐานะปานกลางและ 19%ค่อนข้างมีฐานะ”ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบรายจ่ายแฝง พบว่า นักเรียนชั้นม.ปลาย ที่มีฐานะยากจนมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนใกล้เคียงกับนักเรียนชั้นม.ปลายที่มีฐานะปานกลางและค่อนข้างมีฐานะ โดยค่าใช้จ่ายต่อเดือนของกลุ่มนักเรียนที่มีฐานะยากจนอยู่ที่ 2,359 คิดเป็น 26%ของรายได้ครัวเรือน ฐานะปานกลาง 2,699 บาท/เดือน คิดเป็น 11%ของรายได้ครัวเรือน และค่อนข้างมีฐานะ 2,886 บาทคิดเป็น 5%ของรายได้ในครัวเรือน ซึ่งความแตกต่างทางภาระของครัวเรือน เป็นภาระรายจ่ายที่ต่างกันถึง5 เท่า
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวอีกว่า การสอบเข้าอุดมศึกษาของนักเรียน ม.ปลายในปัจจุบัน พบว่า นักเรียนชั้นม.6 เฉลี่ยต้องสอบทั้งสิ้น 6-7 สนาม สมัครสอบตรงเฉลี่ย 2 คณะ โดยสอบตรงมากสุด 6 คณะและต่ำสุด 1คณะ นอกจากนั้น นักเรียนม.ปลาย 64%สะท้อนตรงกันว่าการรับตรงของสถาบันอุดมศึกษา ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ครอบครัวมีฐานะทางการเงินที่ดีและไม่ดี รวมถึงความรู้สึก เสียงสะท้อนต่อการสอบของระบบแอดมิชชั่นส์ พบว่า 71%ทดสอบหลายอย่างมากเกินไป 57%ข้อสอบยากเกินไป ไม่เหมือนเนื้อหาที่โรงเรียนสอน ต้อนเรียนพิเศษเพิ่ม 46%ช่วงเวลาสอบตรงกัน สมัครได้ไม่กี่แห่ง 36%สนามสอบอยู่ไกล เสียค่าใช้จ่ายมาก และ 35%ค่าสมัครแพงมาก ส่วนความคิดเห็นของผู้ปกครองต่อระบบแอดมิชชั่นส์ พบว่า 72%ของผู้ปกครองที่มีรายได้ยากจน มองว่า การรับตรงของสถาบันอุดมศึกษา ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกับระหว่างครอบครัวที่มีฐานะทางการเงินที่ดีและไม่ดี
“นักเรียนม.ปลาย และผู้ปกครองได้มีข้อเสนอแนะหลักสูตรการเรียนการสอนว่าอยากให้รัฐบาลช่วยควบคุมค่าสมัครสอบโดยการกำหนดเป็นมาตรฐาน ไม่ให้มหาวิทยาลัยหารายได้จากการสมัครสอบเข้าเรียนต่อในอุดมศึกษารวมถึง อยากให้ลดการสอบให้น้อยลง ขอให้เนื้อหาหลักสูตรที่เรียนและหนังสือเหมาะสมกับมหาวิทยาลัย ลดความยากของข้อสอบ/ค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบ นอกจากนั้น ควรปรับหลักสูตรให้มีมาตรฐานเท่ากันทั้งหมด ปรับปรุงคุณภาพครูในโรงเรียนให้มี ฝึกทักษะที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งหากไม่เปลี่ยนระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะสร้างความเหลื่อมล้ำอย่างมาก ทั้งนี้ ผมจะนำเสนอผลสำรวจวิจัยดังกล่าวต่อพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการเร็วๆ นี้ เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ได้สร้างภาระ ค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ปกครองอย่างมาก” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ดร.ศศิวิมล วรุณศิริ ปวีณวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัย เรื่อง ผลลัพธ์จากการให้ทุนการศึกษากรณีศึกษานักเรียนหญิงมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีฐานะยากจน โดยเก็บข้อมูลระยะเวลาต่อเนื่อง 3 ปี พบว่า 22%นักเรียนที่มีฐานะยากจนที่ได้รับทุนการศึกษาตั้งแต่ม.ปลายจะได้รับโอกาสในการเข้าศึกษาต่อสูงกว่านักเรียนที่ไม่ได้รับทุน ดังนั้น ช่วงรอยต่อระหว่างมัธยมเข้าสู่อุดมศึกษาที่มีรายจ่ายแฝงอยู่จำนวนมาก จึงควรมีกองทุนช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทางทุนทรัพย์ของรัฐบาล




