“คสช.” กินรวบ สภาสูง
โค้งสุดท้าย ของการทำร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดย “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)” ที่ “มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.” พาคณะไปทำงานไกลถึงริมชายทะเลหัวหิน จ.ประจวบคิรีขันธ์ ในวันแรกที่พิจารณา เริ่มต้นด้วยการตรวจเนื้อหา และแก้ไขบทบัญญัติประเด็นร้อน ตามข้อเสนอขององค์รัฎฐาธิปัตย์ทั้ง4องค์กร ซึ่ง “กรธ.” ตกผลึกทางความคิด และวางเป็นกรอบอันเป็นหลักการสำคัญ
เริ่มจาก ที่มาสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน250คน ด้วยกระบวนการสรรหา โดยคณะกรรมการสรรหา ที่จะให้อำนาจ “คสช.” คัดสรรและแต่งตั้ง ซึ่งที่ประชุมได้ใช้เวลาอภิปรายและถกเถียงอย่างยาวนาน เพื่อเขียนบทบัญญัติให้ตรงประเด็นและตรงความต้องการขององค์รัฎฐาธิปัตย์มากที่สุด
ประเด็นแรก“คณะกรรมการสรรหา ส.ว.” ที่ คสช. เสนอให้มีจำนวน8-10คน ซึ่งอนุกรรมการยกร่างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ได้เสนอตัวเลขให้ที่ประชุมพิจารณา คือ จำนวน9คน เพราะเห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสม ซึ่งที่ประชุม กรธ. ไม่ได้ขัดข้องกับจำนวนที่เสนอ จึงเคาะผ่านไปด้วยดี
ประเด็นสองที่มาและ คุณสมบัติของคณะกรรมการสรรหา ส.ว. ตามที่ “ประธานกรธ.” บอกเล่าก่อนการหารือเพื่อสรุปเป็นข้อยุติ คือ ที่มาของคณะกรรมการฯ คือ “คสช.” เป็นผู้พิจารณาแต่งตั้ง โดยมีเกณฑ์คัดเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ตามความรู้และเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น การบริหารราชการแผ่นดิน แต่เมื่อถึงการพิจารณาในห้องประชุมกลับพบข้อถกเถียงที่เป็นประเด็น ซึ่งนำไปสู่การโต้แย้งไม่รู้จบได้ คือ หากกำหนดคุณลักษณะที่ล็อคไว้สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งแล้ว อาจถูกผู้เชี่ยวชาญในด้านที่ไม่ได้ถูกเขียนยกประเด็นวิจารณ์ถึงความไม่เป็นธรรมได้ จึงเลี่ยงที่จะกำหนดคุณลักษณะที่เจาะจง และสาระสำคัญคือ เป็นการให้อำนาจเต็มกับ คสช. ในการหยิบจับคนที่ตนเองไว้วางใจและพร้อมรับคำสั่ง เข้ามาจัดการกับเก้าอี้ ส.ว. ได้ โดยไม่มีการล็อคสเปคใดๆไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ
จึงทำให้คุณสมบัติที่เป็นบทสรุปสุดท้าย คือ“มีความรู้ และประสบการณ์ในด้านต่างๆ” เพื่อหวังว่า “คสช.” จะเลือกผู้ที่มีคุณวุฒิไม่ด้อยไปกว่าผู้จะมาเป็นส.ว.เข้ามาทำหน้าที่ รวมถึงกำหนดให้ กรรมการสรรหาฯ ต้องเป็นกลางทางการเมือง เพื่อลดอิทธิพลทางการเมืองเข้าแทรกแซงกระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว. ตั้งแต่ต้นทาง
ประเด็นสามการสรรหา ส.ว. จำนวน 250 คน เดิมให้สิทธิ กรรมการสรรหา คัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมตามสัดส่วนที่กำหนด คือ จำนวน200คน ซึ่งจำนวนดังกล่าวจะกำหนดให้มีสัดส่วนจากข้าราชการประจำ ร้อยละ2.5ของจำนวนส.ว.ทั้งหมด หรือประมาณ6คน เข้ามาทำหน้าที่ โดยข้อกำหนดนี้ จะสื่อความหมายถึง ผู้บัญชาการทหารสูงสุด, ผู้บัญชาการทหารบก, ผู้บัญชาการทหารอากาศ, ผู้บัญชาการทหารเรือ, ปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่เหตุที่ไม่เขียนตำแหน่งที่เจาะจงเพราะจะทำขัดกับหลักการเขียนกฎหมายที่ดี
และอีกจำนวน50คนมาจากการสรรหาผ่านบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งตามสาขาวิชาชีพ ทั้ง20กลุ่ม ซึ่งจะใช้วิธีได้มาตามตัวบทหลักในร่างรัฐธรรมนูญ คือ เปิดรับสมัครในระดับอำเภอ-ใช้วิธีเลือกกันเองของผู้ที่สมัครแบบไขว้กลุ่มเพื่อหาตัวแทนระดับอำเภอ ไปสู่ระดับจังหวัดจากนั้นใช้ระบบเลือกกันเองแบบไขว้กลุ่ม เพื่อหาตัวแทนไปสู่ระดับประเทศ ซึ่งตามวิธีที่ว่านี้ “กรธ.” ได้คำนวณแล้วว่าจะมีผู้ผ่านการเลือกสู่ระดับประเทศ ทั้งสิ้น231คน จากนั้นให้คณะกรรมการสรรหาฯ ชุดเดียวกัน เลือกผู้ที่เหมาะสม เพียง50คนเข้ามาเป็นส.ว.
แต่ด้วยความต้องการขององรัฎฐาธิปัตย์ ที่ต้องการใช้กลไกวุฒิสภาเป็นร่างทรง จึงทำให้ตัวบทบัญญัติที่สรุปสุดท้าย “กรธ.” ได้มอบอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้าย ให้ “คสช.” เลือกคนที่ผ่านการกลั่นกรอง โดย คณะกรรมการสรรหา ส.ว. และ คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ตามกลุ่มส.ว.ที่กำหนด
ได้แก่ ส.ว.กลุ่มแรก จำนวน194คน มาจากการเลือกของ คสช. ผ่านบัญชีผู้ที่ผ่านการสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหาส.ว. โดยได้กำหนดให้คณะกรรมการสรรหาฯ เสนอบัญชีรายชื่อทั้งหมด400คนให้คสช.พิจารณา, ส.ว.กลุ่มสอง จำนวน50คน มาจากการเลือกของคสช. ผ่านบัญชีผู้ชนะการเลือกตั้งแบบเลือกไขว้ของสาขาวิชาชีพ ซึ่ง กกต. จะเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ทั้งนี้กำหนดให้ กกต. เสนอบัญชีรายชื่อทั้งหมด200คนให้คสช.พิจารณา และเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมของผู้ที่ชนะเลือกตั้งซึ่งจะมีคะแนนสูง-ต่ำไม่เท่านั้น “กรธ.” เตรียมเขียนเนื้อหาไว้ในกฎหมายลูกว่า บัญชีที่กกต. เสนอให้คสช.เลือก ถือว่าเป็นผู้ที่ได้คะแนนเท่ากัน
นอกจากนั้นได้กำหนดให้ คสช.เลือกผู้ที่จะอยู่ในบัญชีสำรองของส.ว.แต่ละกลุ่มๆ ละ50รายชื่อเพื่อให้มาแทนส.ว.ตัวจริงที่ปฏิบัติหน้าที่ไมได้
ขณะที่ ส.ว.อีก6คนนั้นได้เขียนล็อคให้กับตำแหน่งฝ่ายมั่นคงทั้ง6เพื่อให้เป็นหลักประกันด้านความมั่นคงแห่งชาติ ตามที่ คสช. ต้องการ
ซึ่งการปรับบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนการได้มาซึ่งส.ว. ที่ให้อำนาจสูงสุดแก่ คสช. มีคำอธิบายจาก กรธ. ว่า เพื่อเป็นหลักประกันไม่ให้การเมืองพลิกกลับไปสู่รูปแบบเดิม ที่เต็มไปด้วยปัญหาการแตกแยกทางความคิด จนไม่สามารถทำงานร่วมกันได้และสร้างดุลยภาพของการทำหน้าที่





