ม.เกษตรศาสตร์ เผย ประชาชนให้คะแนนภาพรวมรัฐบาลค่าเฉลี่ย 5.99 เต็ม 10 พร้อมแนะเร่งแก้ปัญหาภัยแล้ง -สินค้าเกษตรตกต่ำ
นายไพฑูรย์ เจตธำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์การตลาดภูมิภาคเอเชีย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ผลสำรวจความเห็นประชาชน เรื่อง “ความกินดีอยู่ดีของคนไทยในรอบ 1 ปี 6 เดือน” โดยจัดเก็บข้อมูลจากประชาชนอายุ 20-60 ปี จำนวน 4,000 ตัวอย่าง พบว่า จากการออกมาตรการของรัฐ หน่วยงานรัฐลงพื้นที่ การขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ ส่งผลให้มีเป็นผลเป็นรูปธรรมในรอบ 1 ปี 6 เดือน อย่างไรบ้าง
พบว่าปัญหาภัยแล้งมีความรุนแรงสูงสุดร้อยละ 22.4 เกษตรกรเพาะปลูกไม่ได้ จึงต้องจัดหาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรให้เพาะปลูกได้ เพื่อจัดหาน้ำให้เพียงพอในการอุปโภคบริโภค และสำหรับเพาะปลูกที่จำเป็น เช่น การขุดเจาะบ่อน้ำบาดาล การทำฝนหลวง เพราะยังไม่กล้าปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนจากเดิมพืชที่เคยปลูก จึงยังเกิดความไม่มั่นใจ รองลงมา คือ ราคาสินค้าสินค้าเกษตรตกต่ำ ร้อยละ 18.36 จึงทำให้การค้าขายฝืดเคือง สินค้าเกษตรทุกชนิดตกต่ำ จึงทำให้รายได้ลดลง เสนอดูแลผลักดันราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ได้ และช่วยดูแลต้นทุนการผลิตที่ยังสูงในปัจจุบัน ภาคแรงงาน ต้องมีการวิจัยดูแลการใส่ปุ๋ย ตามความเหมาะสมของพื้นที่ ต้นทุนการขนส่งสินค้า และภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ร้อยละ 16.71 ส่งผลกระทบต่อการส่งออกชะลอตัว จึงส่งผลกระทบไปยังภาคการผลิตและการรับซื้อสินค้าจากเกษตรกร
สำหรับภาพรวมรัฐบาลได้ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.99 จากคะแนนเต็ม 10 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้คะแนน 8.12 พล.อ. ประวิตร วงศ์สุวรรณ คะแนน 8.07 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้คะแนน 8.01 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 7.45 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ 7.98 นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม 4.61 นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) 4.21 อภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 4.42 และนายสุวิทย์ เมษิณทรีย์ 4.39
ส่วนการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ ยังขาดการติดตามดูแลผ่านการลงพื้นที่การสื่อนโยบายไปให้ประชาชนรับทราบ ขณะที่ชาวบ้านขาดการรับรู้ จึงเสนอให้หน่วยงานในสังกัดของรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบแนวทางส่งเสริมการกินดีอยู่ดีได้รับรู้มาตรการมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาการสำรวจผ่านแอ็พพลิเคชั่นสมาร์ทโฟน เพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในวงกว้างมากขึ้นจาก 4,000 คน เพิ่มเป็นหลักหมื่นหลักแสนคน เพื่อเป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนได้มากขึ้น





