"ปริญญา"ชี้ใช้รัฐธรรมนูญ สืบทอดอำนาจ หวั่นนองเลือด ด้าน"เสรี"หนุนใช้อำนาจแก้ปัญหา ขณะที่"อุดม"แนะสร้างพื้นที่ร่วมคู่ขัดแย้ง
ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว ถ.ราชดำเนิน คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 จัดเสวนาถอดบทเรียน พฤษภา 2535 “รัฐธรรมนูญกับการปฏิรูปประเทศไทย”มีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล กรรมการมูลนิธิพฤษภาประชาธรรมและรองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550 นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2558 นายอุดม รัฐอมฤต กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ร่วม
โดยนายปริญญา กล่าวว่า ทำอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์พฤษภาคม 35 เกิดขึ้นอีก การยึดอำนาจในครั้งนั้นอ้างว่า รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่น ผู้ยึดอำนาจสัญญาครั้งแรกว่า จะเลือกตั้งใน 6 เดือน บ้านเมืองจะถอยหลังแค่ก้าวเดียว แต่พอผ่านมาไม่เป็นเช่นนั้น มีการเขียนรัฐธรรมนูญเปิดช่องให้สืบทอดอำนาจได้ โดยส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งโดยรสช.และเปิดช่องให้คนนอกสามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้ เมื่อรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจก็คือประโยชน์ทับซ้อน ชัดเจนว่า ขณะนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอเวลาในช่วง 5 ปีแรก ทำให้เหตุการณ์เริ่มคล้ายกับการร่างรัฐธรรมนูญปี 2534 ซึ่งมีประธานร่างเป็นคนเดียวกัน เราจึงต้องมาคิดว่าทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกิดความรุนแรงอีก เพราะบทเรียนปี 35 ก็เริ่มต้นเหมือนตอนนี้เริ่มมีคนประท้วงจากปริมาณน้อยและถูกจับ แต่หากมีการสืบทอดอำนาจและไม่ทำตามที่รับปาก ซึ่งตนไม่อยากให้เกิดการนองเลือดอีกครั้ง
ทั้งนี้รัฐธรรมนูญปี 34 ได้ฉายาว่า รัฐธรรมนูญหมกเม็ด จึงไม่อยากให้รัฐธรรมฉบับ 29 มี.ค.59 เป็นดังที่เคยเกิดขึ้นมา มีอะไรควรให้ประชาชนเห็นตรง ๆ แต่หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ผ่านประชามติจะยุ่งไปอีกทาง เรารู้เจตนาคสช.น่าจะอยากให้ผ่านประชามติ เพราะมีการแก้ชั่วคราว 2557 เรื่องประชามติ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือของคสช. ตนเชื่อว่าคนจำนวนหนึ่งจะรับและไม่รับ แต่ยังมีคนส่วนใหญ่รอดูวันที่ 29 มี.ค. ว่าจะออกมาอย่างไร จะปรับแก้ตรงไหนโดยเฉพาะประเด็นที่จะทำให้คนไม่รับ คสช.มีไพ่ในมืออยู่ 3 ใบ แต่ยังไม่ทิ้งมาให้เราเห็น เพราะรอดูกระแสเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญก่อน ถ้าเป็นแบบเดิม ไม่มีการปรับแก้ โอกาสที่คนจะไม่รับจะมีมากกว่าและเชื่อว่าจะมีการเสนอทางออกที่แย่กว่าเดิม
นายปริญญา กล่าวต่อว่า เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ นายมีชัยบอกรัฐธรรมนูญปราบโกง แต่เครื่องมือในการปราบคอร์รัปชั่นคือ ประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง แต่เราเหมือนจะทำในทางที่กลับกันเพราะเรามุ่งปราบคอร์รัปชั่นโดยไม่ใช้เครื่องมือประชาธิปไตยและตนคิดว่า รัฐธรรมนูญที่จะออกมาในวันที่ 29 มี.ค.นี้ ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างดีแค่กึ่งประชาธิปไตย ร่างรัฐธรรมนูญควรกลับไปสู่ระบบประชาธิปไตย บทเรียนที่หนึ่งประเทศที่ถูกแบ่งเป็น 2 การปกครอง ฟากหนึ่งประชาธิปไตย อีกฟากหนึ่งเผด็จการ ดูว่าสุดท้ายฝ่ายไหนชนะ มาตรา 44 คือ การไม่แบ่งแยกอำนาจ ไม่มีนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ทางที่ดีสุดคือให้อำนาจ 3 ฝ่ายถ่วงดุลกัน
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเราถือว่าเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยระดับปานกลาง ไม่ได้แย่ถึงขนาดต้องรอใครมาดูแลเปลี่ยนผ่าน 5 ปี และเคยเป็นประชาธิปไตยมาก่อน ทางที่ดีที่สุดคือคสช.ทำตามโรดแมป คสช.ไม่ควรได้ประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญ เพราะจะถูกเชื่องโยงทันทีกับการสืบทอดอำนาจ คสช.ทำเพื่อส่งต่อบ้านเมืองไม่ใช่ให้ตัวเอง ในบทเฉพาะกาลไม่ควรมีอะไรที่คสช.ได้ประโยชน์ เพราะถ้ามีส่วนได้เสียจะกลายเป็นคู่ขัดแย้ง
ขณะที่นายเสรี กล่าวว่า การเมืองที่ผ่านมาไม่ใช่การเมืองสร้างประเทศ มีแต่เรียกร้องหาผลประโยชน์ ทางออกตอนนี้รัฐธรรมนูญที่เรากำลังจะเขียนต้องเอาสภาพความเป็นจริงเข้ามาบัญญัติว่าเป็นอย่างไร นักการเมืองเรามีคุณภาพถึงระดับหรือไม่ เป็นที่ยอมรับเสียสละอย่างจริงจังหรือยัง ต้องปฏิรูปนักการเมืองให้มีมาตรฐานก่อน ถ้าไม่เช่นนั้นจะต่างอะไรกับให้คนมาสืบทอดอำนาจ ถ้าบ้านเมืองยังไม่สงบร่มเย็น การแก่งแย่งอำนาจรัฐให้มาอยู่มือ นี่คือสิ่งที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ เรามองในภาพลักษณ์ที่ดูดีเป็นสากล แต่การเมืองเรายังไม่ก้าวไปถึงจุดนั้น ปัจจุบันเเป็นช่วงสำคัญเราสามารถเลือกผลส้มที่ดีเก็บไว้ที่เน่าเอาออก แม้ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารแต่ต้องแก้ปัญหาตามความเป็นจริง
ทั้งนี้การสืบทอดอำนาจไม่ควรมีในร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อตอนนี้มีอำนาจอยู่แล้วก็ใช้อำนาจนั้นแก้ปัญหาต่อไป ข้อเสนอเหล่านั้นควรอยู่ที่บทเฉพาะกาลเพื่อแก้ไขปัญหาช่วงเปลี่ยนผ่าน เช่น ลองให้เลือกตั้งส.ส.โดยดำรงตำแหน่งวาระละ 2 ปี แบ่งเป็น 2 วาระ เมื่อเลือกตั้งแล้วให้ดูว่าสิ่งที่บัญญัติมาจะส่งผลอย่างไร เพราะไม่รู้ว่ากลไกที่วางไว้จะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ ต้องทดลองใช้จริงโดยที่ยังไม่ต้องให้มีรัฐบาล แต่ให้คสช.อยู่ในตำแหน่งคอยตรวจสอบว่าสิ่งที่บัญญัติมาเป็นไปถูกต้องหรือไม่ ซึ่งจะไม่ถูกครหาว่าเป็นรัฐบาลซ้อนรัฐบาล นอกจากนี้ส.ว.มาจากการสรรหา แต่อย่าให้มีอำนาจมากเกินไป ช่วงเปลี่ยนผ่านต้องเขียนในบทเฉพาะกาลให้ชัดแล้วให้ประชาชนตัดสิน อยากให้ร่างนี้ผ่านการทำประชามติแล้ว ทำประชามติเฉพาะในบทเฉพาะกาล
ด้านนายอุดม กล่าวว่า รัฐธรรมนูญไม่ได้ย่ำที่เดิม ผู้ร่างรัฐธรรมนูญทุกฉบับเป็นความคาดหวังของสังคม มีทั้งหวังจะโจมตีหรือหวังเห็นความก้าวหน้า เราติดหล่มประชาธิปไตยแบบตะวันตก คิดว่าการเลือกตั้งคือทางออก ถ้าประชาชนได้เลือกตั้งผู้แทนแล้วปัญหาจะคลี่คลาย แต่ไม่ใช่ ทำไมคสช.ถึงถูกมองว่าอยากสืบทอดอำนาจ เพราะเห็นว่านักการเมืองมีพฤติการณ์อย่างไรและข้อกล่าวหาว่ารัฐธรรมนูญที่จะออกมา 29 มี.ค. เป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ก็เป็นเรื่องของทัศนะ เป็นวิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน รัฐธรรมนูญที่ยาวเกินไปทำให้ทะเลาะกันทุกเรื่อง เรามองว่าบางเรื่องเขียนได้ แต่บางเรื่องถ้าเขียนไว้บางส่วนอาจกระดิกไม่ได้ แต่เขียนไปเขียนมาอาจยาวเหมือนเดิมเพราะโดนวิจารณ์เยอะ
ทั้งนี้การร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้มี 2 ส่วน ส่วนแรกเกี่ยวข้องกับสิทธิหลักประกันของประชาชน ที่แก้ไปเยอะแล้วในขณะนี้ ส่วนที่ 2 คือเรื่องสถาบันการเมือง โครงสร้างอำนาจและการปฏิรูป แต่กุญแจที่ทุกคนให้ความสนใจอยู่แค่เพียงบางจุด อย่างบัตรเลือกตั้งใบเดียวหรือ 2 ใบ เรื่องของส.ว. จากเดิมที่ไม่มีใครเพ่งเล็งพอมีเรื่องเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ว่าสืบทอดอำนาจหรือไม่
ฝ่ายรัฐบาลบอกว่า ส.ว. มีไว้ค้ำประกันว่าสิ่งที่ดีในรัฐธรรมนูญจะถูกแก้จากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้มีอำนาจมากขนาดนั้น กรธ.รับฟังมากเข้าจึงยังไม่ได้คิดอะไร แต่ละฝ่ายมีความเห็นแตกต่างกัน สิ่งที่ควรกังวลคือเราจะสร้างการเมืองที่มีความมั่นคงไม่แตกแยกได้อย่างไร สังคมประชาธิปไตยต้องแตกแยกหรือไม่
อย่างไรก็ตามความขัดแย้งในสังคมปัจจุบัน คู่ขัดแย้งไม่ใช่อำนาจรัฐกับประชาชน แต่เป็นประชาชนกลุ่มต่างๆ กลุ่มอนุรักษ์และกลุ่มทุน ซึ่งทหารก็คิดตัวเองเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกลุ่มที่พูดถึงประชาธิปไตยก็ไม่พูดเลยเรื่องการทุจริตหรือไม่ทุจริต กลุ่มอนุรักษ์ก็เป็นผู้ถืออำนาจอยู่แล้ว เราพยายามสร้างกติกาให้คน 2 กลุ่มมีพื้นที่ร่วมกันมากขึ้น ไม่ทะเลาะกันเป็นกีฬาสีเหมือนที่ผ่านมา





