เมื่อ"ทักษิณ" วิจารณ์เชิง "หลักการ หากจะไม่พูดเรื่องร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นเรื่องแปลกจนเกินไป
เมื่อคืนวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ไปปาฐกถาในเวทีของ สถาบันนโยบายโลก (World Policy Institute) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยรูปแบบนั้นคล้ายจะเป็นการพูดเรื่องนโยบายด้านเศรษฐกิจ
แต่ขึ้นชื่อว่า"ทักษิณ"แล้ว แม้ได้ขึ้นพูดบนเวทีไหน ก็ยากที่จะพูดเรื่องสถาการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และในนาทีนี้ หากเขาจะไม่พูดเรื่องร่างรัฐธรรมนูญก็ออกจะเป็นเรื่องแปลกจนเกินไป
จริงอยู่ที่เวทีนี้ไม่ใช่เวทีแรกที่เขาวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากแต่เขาเคยใช้เวทีในโอกาสต่างๆเช่นการโฟนอินเข้ามาคุยกับอดีต ส.ส.ในพรรค หรือในระดับการพูดคุยกับสำนักข่าวต่างประเทศ และเป้าหมายหลักที่เขาพยายามโจมตีร่างฉบับนี้คือการระบุว่าร่างที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
แต่สำหรับในเวทีนี้ต้องบอกว่ามีความแตกต่าง เพราะสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นการพูดเชิงหลักการ และมีความน่าสนใจไม่น้อยในเชิงวิชาการ
เขาพูดถึงหลักการว่าโครงร่างของร่างรัฐธรรมนูญนั้น ทำให้ยากจะได้มาซึ่งรัฐบาลที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน
นอกจากนี้ยังโจมตีเรื่อง ส.ว. โดยเขามองเป็นเชิงเชื่อมโยงทั้งเรื่องที่มาและอำนาจหน้าที่ว่า ส.ว.จะมีอำนาจมากขึ้นในการระงับยับยั้ง พ.ร.บ.ต่างๆ แต่ลับมีที่มาโดยการแต่งตั้งจากผู้เชี่ยวชาญ
แต่ที่ดูเหมือนจะเป็นข้อใหญ่ใจความของการพูดครั้งนี้คือเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญและอำนาจตุลาการ เขาบอกว่าต่ามร่างนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีขอบเขตอำนาจในการไต่สวนและวินิจฉัยคดีเพิ่มขึ้น โดยมีอำนาจ
ในการไต่สวนและวินิจฉัยคดี เมื่อมีบุคคลใดก็ตามได้ดําเนินการร้องเรียน โดยไม่ได้มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นข้อพิพาทจริงที่องค์กรทางการเมืองหรือศาลอื่นได้ดําเนินการยื่นเรื่องแก่ศาลรัฐธรรมนูญ
เขาตั้งข้อสงสัยว่าอำนาจตุลาการจะล่วงล้ำอำนาจนิติบัญญัติหรือไม่
นอกจากนี้เขายังอ้างถึง กรณีศึกษาในหลายประเทศ ที่ระบุว่าการใช้อำนาจพิจารณาทบทวน โดยศาลที่ไม่ได้มีการถ่วงดุลและตรวจสอบ อาจกลายเป็น “ยุทธวิธีเตะถ่วงงาน” จนเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ
พร้อมทั้งระบุในตอนท้ายด้วยว่า “เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารเศรษฐกิจอขงประเทศใน่วงเศรษฐกิจชะลอตัว หวังว่าอนาคตคงไม่มีการใช้อำนาจเกินความจำเป็น"
การพูดครั้งนี้ถือว่าเป็นน้ำเป็นเนื้อมากที่สุดเท่าที่เขาเคยพูดถึงรัฐธรรมนูญมา เพราะเป็นการพูดถึงโครงสร้างและระบบ รวมถึงอำนาจที่การบริหารที่รัฐบาลใหม่จะต้องประสบ
เราคงไม่ต้องตั้งคำถามว่าสุนทรพจน์ครั้งนี้เขาคิดเองหรือไมใครร่างให้ เพราะสาระไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้นหากอยู่ที่เนื้อหา เพราะเรื่องเช่นนี้เคยมีคนเตือนในเชิงหลักการแล้วแต่ไม่ได้รับการตอบรับอาจเพราเป็นเสียงของนักวิชาการที่ไม่ดังมากนัก
ดังนั้นหากไม่ติดกับเรื่องความเป็นขั้วตรงข้ามข้อเสนอต่างๆเหล่านี้ก็น่ารับฟังไม่น้อย เพราะหมายถึงโครงสร้างการบริหารของประเทศในอนาคตที่จะส่งผลถึงศักยภาพในการแข่งขั้นกับโลกที่หมุนอยู่ทุกวัน และหากใครหยุดนิ่งก้ย่อมหมายถึงการตกขบวนโลกอย่างไม่มีทางเลี่ยง





