วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลปกครองสูงสุดแถลงผลงาน 15 ปี

"ปิยะ ปะตังทา" ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด แถลงผลงานคดีศาล วาระครบรอบตั้งศาลครบ15 ปี

นายปิยะ ปะตังทา รองประธานศาลปกครองสูงสุด ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด พร้อมด้วยคณะตุลาการ ประกอบด้วย นายนพดล เฮงเจริญ ตุลาการหัวหน้าแผนกสิ่งแวดล้อมในศาลปกครองสูงสุด , นายวิษณุ วรัญญู ตุลาการหัวหน้าแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณในศาลปกครองสูงสุด , นายสมชาย  งามวงศ์ชน ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ร่วมแถลงผลการดำเนินงานของศาลปกครองในรอบปี 2558 ที่ผ่านมา และทิศทางการดำเนินงานในปีต่อไป เนื่องในโอกาสครบ 15 ปี การจัดตั้งศาลปกครอง   

โดยนายปิยะ ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานศาลปกครองสูงสุด กล่าวว่า ตลอดปีงบประมาณที่ผ่านมา ศาลปกครองได้ปฏิบัติหน้าที่สำคัญในการอำนวยความยุติธรรมข้อพิพาททางปกครอง โดยมุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและได้นำระบบการบริหารเชิงยุทธศาสตร์มาใช้เป็นกรอบทิศทางในการดำเนินการเพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนองค์การให้ประสบความสำเร็จ       

ในปีงบประมาณ 2558  เป็นปีแรกของการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ศาลปกครอง(ฉบับที่ 4 ) 2558 - 2561 ซึ่งได้กำหนดให้เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานระบบการบริหารจัดการคดีปกครอง โดยเร่งรัดการพิจารณาพิพากษาคดี และการบังคับคดีปกครอง ร่วมกับการใช้มาตรการในการบริหารจัดการคดี ซึ่งผลสำเร็จจากการดำเนินงานสะท้อนได้จากผลการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการอำนวยความยุติธรรมของศาลปกครองประจำปีงบประมาณ 2558 โดยศูนย์สำรวจความคิดเห็น นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พบว่าประชาชนมีความเชื่อมั่นต่อขบวนต่อการอำนวยความยุติธรรมของศาลปกครองคิดเป็นร้อยละ 91.72     

นายปิยะ กล่าวต่อว่า สำหรับผลการดำเนินงานที่สำคัญของศาลปกครองในปีงบประมาณ 2558 จำแนกเป็น 3 ส่วนประกอบด้วย 1. ผลการดำเนินงานด้านการพิจารณาพิพากษาคดีและบังคับปกครอง นับตั้งแต่ศาลปกครองเปิดทำการจนถึง วันที่ 31 ธ.ค.58 มีคดีเข้าสู่การพิจารณาจำนวน 115,018 คดี  แต่เฉพาะปี 2558 ที่ผ่านมา ศาลปกครองได้พิจารณาคดีแล้วเสร็จของศาลปกครองชั้นต้น 6,649 คดี 

เมื่อเทียบกับจำนวนตุลาการเจ้าของสำนวนแล้วพบว่าตุลาการเจ้าของสำนวนในศาลปกครองสูงสุด มีภาระงานคดีเฉลี่ยสูงถึง 577 คดีต่อคน และตุลาการเจ้าของสำนวนในศาลปกครองมีภาระงานคดีเฉลี่ย 166 คดีต่อคน ซึ่งจำเป็นต้องเร่งรัดสรรหาตุลาการเพื่อแบ่งเบาภาระโดยคำนึกถึงคุณภาพและประสิทธิภาพของการทำงานด้วย  

ส่วนด้านการบังคับคดีปกครอง จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.58 มีการเข้าสู่การบังคับคดีจำนวน 9,930 คดี คิดเป็นร้อยละ 75.63 และมีคดีอยู่ระหว่างดำเนินการบังคับคดีจำนวน 2,420 คดี คิดเป็นร้อยละ 24.37 

สำหรับจำนวนคดีรับเข้า คดีแล้วเสร็จและคดีค้างของศาลปกครอง ตั้งแต่เปิดทำการจนถึงวันที่ 31 ธ.ค.58 ประกอบด้วยคดีรับเข้า 115,018 คดี คดีแล้วเสร็จ 92,347 คดี (80.29%) และคดีค้าง 22,671 คดี (19.71%)

2.ผลการดำเนินงานด้านอื่น ๆ ซึ่งในปีงบประมาณที่ผ่านมา ศาลปกครองได้เปิดทำการแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณ ในศาลปกครองสูงสุด และศาลปกครองชั้นต้น เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.58 และมีการเสนอร่างแก้ไขให้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีการพิจารณาคดีปกครอง ในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับคดีปกครอง การบริหารงานบุคคลตุลาการศาลปกครองและแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวข้องกับการเปิดศาลปกครองในภูมิภาคและเขตอำนาจทางพื้นที่ของศาลปกครองให้เหมาะสม ในส่วนของบุคลากร ได้มีการกำเนินการจัดหาและคัดเลือกตุลาการศาลปกครองสูงสุดและตุลาการศาลปกครองชั้นต้นเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ และรวมถึงพัฒนาความรู้ทางวิชาการและแนวทางปฏิบัติต่างๆเพื่อเพิ่มพลูศักยภาพให้แก่ตุลาการและบุคคลากรของสำนักงานศาลปกครอง

3.ทิศทางการดำเนินงานในวาระต่อไปของศาลปกครอง โดยมีการกำหนดนโยบาย ดังนี้ 1.เรื่องการบริหารจัดการคดีให้มีความเร็ว เป็นธรรม และมีมาตรฐานขึ้นโดยมีการปรับปรุงฐานข้อมูลกฎหมายและฐานข้อมูลสารสนเทศที่จำเป็นต่อการใช้งานและพัฒนาแนวคำวินิจฉัยให้มีมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ให้บริการด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยนำต้นแบบของศาลปกครองอิเล็กทรอนิกส์ (e-Court) มาใช้บริหารจัดการคดีปกครองและให้บริการประชาชน     

2.พัฒนาการบังคับคดีปกครองเพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการปฏิบัติตามคำพิพากษาและคำสั่งของศาลปกครอง โดยปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคบคดี ให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลา 

3.เข้าถึงการอำนวยความยุติธรรมโดยการเปิดทำการศาลปกครองภูมิภาค อีก 1 แห่ง คือศาลปกครองนครสวรรค์ และดำเนินการปรับปรุงศูนย์บริการประชาชนอย่างต่อเนื่องในด้านคุณภาพ และพัฒนาช่องทางอีกหลากหลายในการเข้าถึง เช่น พัฒนาระบบสายด่วน 1355 , เว็บไซต์ศาลปกครอง เป็นต้น และ 4. ส่งเสริมการทำงานของศาลปกครองให้มีคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม และปลูกฝั่งวัฒนธรรมศาลปกครองให้แก่บุคคลากร 

ขณะที่นายนพดล ตุลาการหัวหน้าคดีสิ่งแวดล้อมในศาลปกครองสูงสุด  กล่าวถึงการบังคับว่า ระหว่างการดำเนินการบังคับคดี ซึ่งเป็นการบังคับให้ชดใช้เงินร้อยละ 10 การบังคับทั่วไปร้อยละ 14 ทั้งนี้จะต้องมีการบังคับคดีให้เพิ่มมากขึ้น โดยเวลานี้สนช.ให้ความเห็นชอบกฎหมายที่เกี่ยวกับการบังคับแล้ว ก็จะมีผลว่าในบางคดีไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงที่สุด เช่นคดีขยะ คดีไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดความรำคาญกับประชาชนศาลก็จะสามารถสั่งบังคับคดีคือให้มีการแก้ไขปัญหานั้นได้เลยเมื่อมีคำพิพากษาในศาลชั้นต้นแล้ว 

ขณะเดียวกับกฎหมายดังกล่าว ยังสั่งปรับหน่วยงานรัฐที่ดำเนินการแก้ไขปัญหาล่าช้าในอัตราไม่เกิน 50,000'บาท รวมถึงกรณีเจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้าใจ หรือแกล้งไม่เข้าใจเพื่อดึงเวลา จึงคิดว่าเมื่อกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้วการบังคับคดีจะดีขึ้น

ส่วนคดีคลองด่าน ที่ศาลมีคำพิพากษาให้รัฐชดใช้เอกชนนั้นทราบว่า รัฐบาลได้มีการชำระงวดที่ 1ให้เอกชนไปแล้ว  ส่วนคดีก่อสร้าง โรงแรมเมทัล ในซอยร่วมฤดี คดียังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ ยังไม่ถึงที่สุด จึงไม่มีการบังคับคดี 

ขณะที่คดีห้วยคลิตี้นั้น กรมควบคุมมลพิษ ได้มีการชดใช้ค่าเสียหายตามที่ศาลมีคำสั่งแล้ว ส่วนการฟื้นฟูก็ได้มีการส่งแผนให้ศาลได้พิจารณาหลังมีการเก็บตัวอย่างตลอด 2 ปีที่ผ่านมาแล้ว หลังจากนี้จะเป็นการกำหนดแผนปฏิบัติงานโดยศาลก็จะยังติดตามว่ามีการดำเนินการเป็นไปตามแผนหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่คสช.ออกคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 9/2559 ให้เอกชนที่รับสัมปทานโครงการขนาดใหญ่ สามารถดำเนินโครงการได้ก่อนจะทำแผนประเมินสิ่งแวดล้อม  นั้นนายสมชาย งามวงศ์ชน ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็น โดยระบุว่า เป็นเรื่องหนักใจ เพราะเชื่อว่าจะต้องมีการฟ้องร้องคดี ซึ่งคำสั่งที่ออกมาถือว่าโดยชอบ แต่การกระทำเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป  

ขณะที่นายนพดล ตุลาการหัวหน้าคดีสิ่งแวดล้อมในศาลปกครองสูงสุด เห็นว่า คำสั่งดังกล่าวอาจมีผลเฉพาะในบางเรื่องเท่านั้น เช่น กรณีขยะ ไฟฟ้า เป็นต้น

ด้านนายวิษณุ ตุลาการหัวหน้าคณะแผนกวินัยการคลังและการงบประมาณศาลปกครองสูงสุด  กล่าวถึงคดีในแผนกว่า นับแต่เปิดแผนกคดี จนถึงปีนี้ มีคดีเพียง 3-4 คดี ซึ่งก็สอดรับกับคดีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ส่งเรื่องมา และคิดว่าถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่บังคับใช้ ก็จะสามารถควบคุมการทุจริต ตั้งแต่ต้นน้ำ เนื่องแผนกดังกล่าวเป็นเรื่องการควบคุมเจ้าหน้าที่รัฐไม่ให้ดำเนินการทุจริต    

ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ และโทรคมนาคมนั้น แม้จะมีมากในขณะนี้ แต่ส่วนตัวก็เห็นว่ายังไม่มากพอที่ศาลจำเป็นต้องตั้งเป็นแผนกคดีแยกออกมา รวมทั้งขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริงแม้จะประสบปัญหา เรื่องความรู้ด้านเทคนิค แต่ตุลาการก็สามารถขอข้อมูลจากคู่ความหรือสั่งให้พยานผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นได้ 

“เรื่องเทคนิคทางโทรคมนาคม ไม่เป็นอุปสรรค ปัญหา ซึ่งศาลปกครองเองก็ได้มีการส่งเสริมองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง มีการเปิดอบรมให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ในเรื่องดังกล่าวเป็นครั่งแรกช่วงปลายเดือนนี้ ” วิษณุกล่าว

นายวิษณุ ยังกล่าวถึงการพิจารณาที่เกี่ยวข้องกับโทรคมนาคม ว่า เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสัญญาที่มีทุนทรัพย์สูง ทำให้คู่กรณีต่อสู้กันทุกวิถีทาง ทำให้เกิดความล่าช้าในการแสวงหาข้อเท็จจริง เพราะคู่กรณีมักจะใช้วิธีการเลื่อนขอยื่นคำให้การ ขณะที่ภาครัฐเองที่มีอัยการเป็นทนายก็มักมีการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากย้ายหน้าที่ ทำให้ผู้ที่เข้าทำหน้าที่แทนต้องเสียเวลาในการศึกษาคดี     

ส่วนตัวก็ไม่อยากให้คดีดังกล่าวมีความล่าช้าเพราะไม่ใช่เพียงเรื่องผลของคดีเท่านั้นที่ส่งผลกระทบ แต่ผู้แพ้คดีเองก็ต้องเสียเงินในเรื่องของค่าดอกเบี้ย