"พุทธะอิสระ" ยกคำสอนพระพุทธเจ้า เตือนสติเรื่องดาวมฤตยู หวั่นโง่หลงงมงาย ช่างน่าเสียดายที่เกิดมาเป็นมนุษย์
เพจเฟซบุ๊ค "หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara)" โพสต์ข้อความ ระบุว่า กลัวแล้วทำดี ก็ไม่น่าจะมีอะไร แต่ถ้ากลัวแล้วทำชั่ว โง่หลงงมงาย ช่างน่าเสียดายที่เกิดมาเป็นมนุษย์
๗ มีนาคม ๒๕๕๙
เห็นข่าวบรรดาโหรทั้งหลาย ทั้งนักบวช ฆราวาส ออกมาทำนายทายทักว่าวันอาทิตย์ที่ ๖ มีนาคมนี้ จะมีดาวมฤตยูจะเคลื่อนมาทับดวงเมือง เป็นลางร้ายของแผ่นดิน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของบ้านเมือง และมีผลกระทบต่อประชาชนโดยรวม
เมื่อเจอคำทำนายเช่นนี้ ประชาชนคนไร้ที่พึ่ง ขาดปัญญา ไม่ศึกษาพุทธธรรมให้แจ่มชัด
ย่อมมีความหวาดกลัวสะดุ้งผวา พากันออกแสวงหาที่พึ่ง
ซึ่งก็มีผู้ที่รอจังหวะหาประโยชน์จากความขลาดกลัว และความไม่รู้ ของประชาชนอยู่แล้ว
จึงฉวยโอกาสทำมาหากิน
หากพุทธบริษัททั้งหลายได้ศึกษาพุทธธรรมให้แจ่มชัด คงไม่ถูกครอบงำหลอกล่อให้หลงอยู่เช่นนี้
ถึงเวลาที่จะบรรจุหลักการสำคัญของศาสนาเอาไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนทุกระดับชั้นได้แล้วหรือยังคุณประยุทธ์
ไม่เช่นนั้นสังคมไทยกลายเป็นเหยื่อของพวกฉวยโอกาสไม่จบไม่สิ้น
ทีนี้เรามาดูกันว่าพระพุทธธรรมคำสอนเรื่องความเชื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระบรมศาสดาทรงสั่งสอนเอาไว้อย่างไร
พระพุทธเจ้าตรัสสอนชนชาวกาลามะแห่งเกสปุตตนิคมใน แคว้นโกศล ไม่ให้เชื่อถืองมงายไร้เหตุผล ตามหลัก ๑๐ ข้อ คือ
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามกันมา
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยตรรกะ
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอนุมาน
อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล
อย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน
อย่าปลงใจเชื่อ เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ
อย่าปลงใจเชื่อ เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้ เป็นครูของเรา
ต่อเมื่อใด พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศล เป็นกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ เป็นต้นแล้ว จึงควรละหรือถือปฏิบัติตามนั้น
จากหลักธรรมคำสอนในกาลามสูตรนี้ ท่านทั้งหลายจะเห็นว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พุทธบริษัทที่ดี ต้องมีปัญญา ควรจะเชื่อด้วยการใช้ปัญญา ไม่ใช่เชื่อด้วยความโลภ เชื่อด้วยความโกรธ เชื่อด้วยความหลง และเชื่อด้วยความขลาดกลัวหรือลำเอียง
ต่อมายังทรงสอนสิ่งที่พุทธบริษัทที่ดีมีปัญญาจะพึงกระทำ ดังปรากฏอยู่ในหลักคำสอนมงคล ๓๘ ประการ
๑. การไม่คบคนพาล
๒. การคบบัณฑิต
๓. บูชาบุคคลที่ควรบูชา
๔. การอยู่ในประเทศที่สมควร
๕. การได้กระทำบุญไว้ในปางก่อน
๖. การตั้งตนไว้ชอบ
๗. การสดับตรับฟังมาก
๘. การศึกษาศิลปะวิทยา
๙. วินัยที่ศึกษาดีแล้ว
๑๐. วาจาสุภาษิต คือกล่าววาจาที่เป็นความจริง
๑๑. การบำรุงมารดา
๑๒. การบำรุงบิดา
๑๓. การสงเคราะห์บุตรและภรรยา
๑๔. การงานไม่คั่งค้างอากูล
๑๕. ทาน การให้
๑๖. การประพฤติธรรม
๑๗. การสงเคราะห์ญาติ
๑๘. การงานที่ไม่มีโทษ
๑๙. การงดเว้นจากบาป
๒๐. การสำรวมจากน้ำเมา
๒๑. ความไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย
๒๒. ความเคารพ มีสัมมาคารวะ
๒๓. การอ่อนน้อมถ่อมตน
๒๔. ความสันโดษ
๒๕. ความกตัญญู
๒๖. การฟังธรรมตามกาล
๒๗. ความอดทน
๒๘. ความเป็นผู้ว่าง่าย
๒๙. การเห็นสมณะ
๓๐. การสนทนาธรรมตามกาล
๓๑. ความเพียรเผากิเลส
๓๒. การประพฤติพรหมจรรย์
๓๓. การเห็นอริยสัจ
๓๔. การทำนิพพานให้แจ้ง
๓๕. จิตไม่หวั่นไหวเมื่อถูกโลกธรรมกระทบแล้ว
๓๖. ความไม่ลุ่มหลงเศร้าโศก
๓๗. จิตที่ปราศจากธุลี คือกิเลส
๓๘. จิตที่เกษมจากโยคะ
เหล่านี้คือสิ่งที่พุทธบริษัทที่ดีควรต้องศึกษา และกระทำตามด้วยความตั้งใจจริงจัง เพื่อให้ลุถึงความเข้าใจและเป็นที่พึ่งของตนอันบริสุทธิ์ได้แท้จริง
จักได้ไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือให้ใครมาหลอกลวงเอาได้ง่ายๆ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้
พุทธะอิสระ





