รายงานพิเศษ : กางแผน "ประหยัดน้ำ" ภาครัฐ-ปชช.ฝ่าวิกฤตภัยแล้งเมืองกรุง
ลุกลามอย่างต่อเนื่อง สำหรับ วิกฤตการณ์ภัยแล้ง ที่เริ่มรุนแรงในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ซึ่ง “คำเตือน” จากหลายหน่วยงานก่อนหน้านี้ ได้ออกมาคาดการณ์ว่า ในปีนี้ประเทศไทยจะเผชิญสภาวะอากาศ “แห้งแล้ง” กว่าทุกปี เน้นไปที่ตัวชี้วัดปริมาณน้ำในเขื่อนหลักที่ระบายน้ำมาพื้นที่ตอนล่าง ยังอยู่ในภาวะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
กรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้ประเมินสถานการณ์ภัยแล้งในปี2559 มีแนวโน้มจะรุนแรง โดยมีจุดเสี่ยงทั้ง26เขตตั้งแต่หนองจอก,ลาดกระบัง,คลองสามวา,ประเวศ,สะพานสูง, บึงกุ่ม,บางกะปิ,คันนายาว, มีนบุรี,สายไหม, บางเขน,ดอนเมือง,หลักสี่,ลาดพร้าว,วังทองหลาง,สวนหลวง,ทวีวัฒนา, ตลิ่งชัน,จอมทอง,บางขุนเทียนบางแค,หนองแขม,บางบอน,ทุ่งครุ,ภาษีเจริญและราษฎร์บูรณะ
โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯฝั่งตะวันออก ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพข้าว “นาปรัง” หรือพืชที่ใช้น้ำเป็นจำนวนมาก เป็นกลุ่มใหญ่ที่จะได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกๆ
ขณะที่การใช้น้ำของประชาชนในบางพื้นที่เสี่ยงจะได้รับผลกระทบนั้น การประปานครหลวง (กปน.) อาจจะปรับแผนการจ่ายน้ำให้เป็นเวลา เพื่อเตรียมต้ำสำรองกรณีน้ำดิบขาดแคลนฉุกเฉิน ซึ่งเป็นมาตรการคู่ขนานที่กทม.ออกแผนให้หน่วยงานในสังกัด
ปฏิบัติตามแผน “อดออมน้ำ” 5เรื่องหลักประกอบด้วย 1.มาตรการประหยัดน้ำ กำหนดให้ทุกหน่วยงานกทม.จัดตั้งคณะทำงานและทำแผนปฏิบัติเพื่อประหยัดน้ำได้อย่างน้อยร้อยละ20จากร้อยละ10
2.มาตรการตรวจสอบการสูญเสียน้ำจากการรั่วไหลของระบบประปาและอุปกรณ์ภายในหน่วยงานกำหนดให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบท่อประปาภายในหน่วยงานเพื่อแก้ไข “จุดรั่วไหล” หรือปิดวาล์วน้ำหลังการใช้ทุกครั้ง 3.มาตรการนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดมาใช้ให้เกิดประโยชน์โดยมอบหมายให้สำนักการระบายน้ำ สำนักงานเขต50แห่ง รวมถึงการใช้น้ำในสวนสาธารณะให้ “ลดการใช้น้ำ” จากแหล่งน้ำธรรมชาติและน้ำประปาโดยให้ผันมาใช้น้ำเสียที่บำบัดแล้วให้มากที่สุด
ที่สำคัญให้กำหนดพื้นที่ “โซนนิ่ง” ของโรงบำบัดน้ำเสียแต่ละแห่งในแต่ละพื้นที่เขตในกรุงเทพฯ โดยกำหนดรัศมีที่สะดวกให้สำนักงานเขตที่อยู่ในโซนนิ่งใกล้เคียงเดินทางไปรับน้ำเพื่อให้สามารถนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้ว นำไปใช้กิจการภายในให้เกิดความคุ้มค่า
สำหรับโซนนิ่ง “พิกัด” โรงบำบัดน้ำเสีย เพื่อเป็นศูนย์กลางการจ่ายน้ำถูกปักหมุดไว้ในพื้นที่ต่างๆประกอบด้วย1.โรงควบคุมคุณภาพน้ำสี่พระยาปริมาณน้ำที่บำบัดได้11,140ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวัน มีสำนักงานเขตในรัศมี5กิโลเมตร ประกอบด้วย เขตบางรัก,ราชเทวี,ธนบุรี,บางคอแหลม,บางกอกใหญ่,ปทุมวัน
2.โรงควบคุมคุณภาพน้ำรัตนโกสินทร์ปริมาณน้ำที่บำบัดได้17,833ลบ.ม.ต่อวัน มีสำนักงานเขตในรัศมี5กิโลเมตร ประกอบด้วย เขตพระนคร,บางพลัด,บางกอกน้อย,บางกอกใหญ่,บางรัก,ปทุมวัน,พญาไท,ดุสิต,ราชเทวี
3.โรงควบคุมคุณภาพน้ำช่องนนทรีปริมาณน้ำที่บำบัดได้143,269ลบ.ม.ต่อวัน มีสำนักงานเขตในรัศมี5กิโลเมตรประกอบด้วย เขตยานนาวา,สาทร,บางรัก,บางคอแหลม,คลองเตย,วัฒนา, 4.โรงควบคุมคุณภาพน้ำหนองแขมปริมาณน้ำที่บำบัดได้121,931ลบ.ม.ต่อวัน มีสำนักงานเขตในรัศมี5กิโลเมตรประกอบด้วย เขตหนองแขม,บางแค,ทวีวัฒนา, 5.โรงควบคุมคุณภาพน้ำทุ่งครุปริมาณน้ำที่บำบัดได้61,750ลบ.ม.ต่อวัน มีสำนักงานเขตในรัศมี5กิโลเมตร ประกอบด้วย เขตทุ่งครุ,ราษฎร์บูรณะ,บางขุนเทียน
6.โรงควบคุมคุณภาพน้ำดินแดงปริมาณน้ำที่บำบัดได้219,093ลบ.ม.ต่อวัน มีสำนักงานเขตในรัศมี5กิโลเมตร ประกอบด้วย เขตดินแดง,ห้วยขวาง,ราชเทวี,ปทุมวัน,ดุสิต,วังทองหลาง,วัฒนา,พญาไท,จตุจักร,บางซื่อ 7.โรงควบคุมคุณภาพน้ำจตุจักรปริมาณน้ำที่บำบัดได้98,904ลบ.ม.ต่อวัน มีสำนักงานเขตในรัศมี5กิโลเมตร ประกอบด้วย เขตจตุจักร,บางซื่อ,พญาไท,ดินแดง,ห้วยขวาง,ลาดพร้าว,วังทองหลาง,ดุสิต
8.ศูนย์การศึกษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมบางซื่อปริมาณน้ำที่บำบัดได้113,252ลบ.ม.ต่อวัน มีสำนักงานเขตในรัศมี5กิโลเมตร ประกอบด้วย เขตบางซื่อ,จตุจักร,พญาไท,ดุสิต,บางพลัด,ห้วยขวาง 9.บึงพระราม9ปริมาณน้ำที่บำบัดได้80,000ลบ.ม.ต่อวัน มีสำนักงานเขตในรัศมี5กิโลเมตร ประกอบด้วย เขตห้วยขวาง,วัฒนา,สวนหลวงบางกะปิวัง,ทองหลาง,ดินแดง
ส่วนมาตรการที่4 เป็นการลดผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำในภาคเกษตรนั้น จะมอบหมายให้ “สำนักพัฒนาสังคม” เดินหน้าให้ความรู้กับการปลูกพืชใช้น้ำน้อยอาทิเมลอนแตงไทยและถั่วเขียว ตามแผนปฏิบัติแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่การเกษตรและ 5.มาตรการประหยัดการใช้น้ำทุกภาคฝ่าย โดยระดมประชาสัมพันธ์การประหยัดน้ำให้ครอบคลุมการใช้น้ำในชีวิตประจำวันของประชาชน ตั้งแต่การอาบน้ำโดยใช้ฝักบัวที่มีรูฝักบัวขนาดเล็กการแปรงฟันโดยใช้แก้วรองน้ำในการบ้วนปาก และแปรงฟันไม่ปล่อยน้ำไหลจากก๊อกการโกนหนวดโดยใช้แก้วรองน้ำล้างมีดโกนหนวดใช้กระดาษเช็ดหน้าก่อนใช้
นอกจากนี้ได้จัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งส่วนหน้า” จำนวน2จุด 1.ฝั่งกรุงเทพตะวันออกที่สำนักงานเขตมีนบุรี และ2.ฝั่งกรุงเทพตะวันตกที่สวนสาธารณะ ใต้สะพานพระราม9ฝั่งธนบุรีเขตราษฎร์บูรณะให้ทั้ง2แห่งเป็นศูนย์กลางประสานงานและช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยจัดเตรียมแทงค์น้ำสแตนแลสขนาดความจุ300ลิตรจำนวน41ถัง และความจุด550ลิตรจำนวน85ถังแทงค์น้ำเหล็กขนาดความจุ1,600ลิตรจำนวน34ถัง ไว้สนับสนุนหากได้รับการร้องขอจากสำนักงานเขต
ขณะเดียวกันสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กทม.จะเตรียมรถบรรทุกน้ำรถดับเพลิงเจ้าหน้าที่ทั้ง35สถานีเพื่อเตรียมความพร้อมตลอดฤดูแล้งในปีนี้
“สมพงษ์ เวียงแก้ว” ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กทม. ประเมินสถานการณ์ภัยแล้งในกรุงเทพฯว่า ยังน่าเป็นห่วงมาตั้งแต่เดือนมกราคมเพราะขณะนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ อาทิ เขื่อนภูมิพล เขื่อนเขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ยังมีปริมาณน้อยกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะมีปริมาณน้ำที่ปล่อยออกมาน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคหรือน้ำที่ใช้สำหรับระบบนิเวศซึ่งในกรุงเทพฯและจังหวัดนครปฐมยังอยู่ในเขตพื้นที่เฝ้าระวังจะมีน้ำน้อยส่วนการช่วยเหลือเกษตรกรกทม. จะใช้วิธีสูบน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่คลอโดยผันน้ำเข้าสู่คลองบางเขนเพื่อให้เชื่อมต่อคลองลาดพร้าวและคลองแสนแสบ ขณะที่ฝั่งตะวันตกจะผันน้ำจากคลองมหาสวัสดิ์ ส่วนจากแม่น้ำเจ้าพระยาจะผันเข้าสู่คลองชักพระและคลองฉิมพลี
“ขณะที่การจะถ่ายเทไหลเวียนน้ำหรือเปิดรับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาในคลอง เพื่อช่วยในการเจือจางความเน่าเสียก็เป็นไปได้ยาก เนื่องจากจะทำให้น้ำเค็มไหลเข้ามาตามคลองในพื้นที่กรุงเทพฯเพิ่มมากขึ้นแต่สำนักการระบายน้ำจะนำน้ำจากแหล่งน้ำที่เก็บกักไว้หรือในแก้มลิงที่ยังพอมีอยู่ ใช้หมุนเวียนไล่น้ำเสียให้ได้มากที่สุดและเพื่อรักษาระบบนิเวศไปจนถึงต้นฤดูฝนปีนี้ โดยจากการประสานข้อมูลกับกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าปริมาณฝนในปีนี้ค่อนข้างมากกว่าปีที่แล้ว ดังนั้นในระยะนี้ที่ยังไม่เข้าสู่ฤดูฝนกทม.ต้องหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรให้ผ่านช่วงฤดูแล้งไปให้ได้”นายสมพงษ์ระบุ
ทั้งหมดจึงเป็นแผนรับมือและคำเตือนจากภาวะ “ภัยแล้ง” ที่จะเกิดขึ้นกับคนกรุงเทพฯ ซึ่งทุกฝ่ายต้องสร้างสำนึกแห่งการร่วมมือ “ประหยัดน้ำ” และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ เพื่อร่วมกันฝ่าวิกฤตภัยแล้งครั้งนี้
แต่หากทุกฝ่ายยังไม่ยอม“เปลี่ยน”พฤติกรรมการใช้น้ำปัญหาภัยแล้งที่มีการคาดการณ์ว่าจะรุนแรงอาจจะสายเกินแก้ในที่สุด




