เรียกตำรวจ 18 จว. เข้มป้องกันอาชญากรรม

เรียกตำรวจ 18 จว. เข้มป้องกันอาชญากรรม

"พล.ต.อ.วุฒิ"เรียกตำรวจ 18 จังหวัด วางมาตรการเข้มป้องกันอาชญากรรม สอดส่องนักท่องเที่ยวหวั่นเข้ามาป่วนในประเทศ

พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.)เป็นประธานการประชุมพิจารณามาตรการในการรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โดยเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดท่องเที่ยวมาร่วมประชุมด้วย โดย พล.ต.อ.วุฒิ เปิดเผยว่า ในประเทศไทยมีจังหวัดการท่องเที่ยว 31 จังหวัด แต่วันนี้เรียกตำรวจในจังหวัดท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากมา 18 จังหวัด อาทิ ภูเก็ต สุราษฎร์ เชียงใหม่ เชียงราย ฯลฯ เพื่อประชุมหารือมาตรการในการระวังเหตุไม่ให้เกิดเหตุซ้ำเหมือนกับที่นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสถูกทำร้าย ที่อ.เกาะกูด จ.ตราด โดยจะมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการท่องเที่ยวในทุกจังหวัด

จากนั้นจะต้องเชิญผู้ประกอบการ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนมาหารือกัน เพื่อรวบรวมข้อมูลว่ามีนักท่องเที่ยวเข้ามาเท่าใด เข้ามาท่องเที่ยวในลักษณะใด พักที่บ้านพัก หรือเกสเฮ้าส์ใด มีแรงงานต่างด้าวเท่าใด ทำงานประเภทใดบ้าง อาศัยอยู่ส่วนใดบ้าง ฯลฯ รวมทั้งต้องร่วมกันกำหนดพื้นที่เสี่ยงที่ต้องระวังภัยจะเกิดเหตุ และจะต้องมีการสรุปข้อมูลทุกวันจันทร์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่เกิดเหตุแล้วจึงมาไล่หาข้อมูลว่าผู้ก่อเหตุเป็นใคร ภูมิลำเนาอยู่ที่ใด นอกจากนี้จะต้องพิจารณาข้อบกพร่องของตำรวจพื้นที่ที่เกิดเหตุว่า มีการปล่อยปละละเลย ไม่ป้องกัน ระงับ ยับยั้ง จนเป็นเหตุให้เกิดคดีหรือไม่ หากพบความผิดก็จะถูกตั้งคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง เพราะต่อไปนี้หน้าที่ไม่ใช่การจับกุมเท่านั้น แต่การป้องกันเหตุก็ถือเป็นหน้าที่เช่นกัน

พล.ต.อ.วุฒิ กล่าวว่า จากการรวมรวมสถิติเมื่อเดือนตุลาคม 2558 ที่ผ่านมาพบว่า ตามหลักสากลตั้งมาตรฐานไว้ 20 คดี ต่อนักท่องเที่ยว 100,000 คน โดยพบว่าประเทศไทยยังมีคดีไม่เกิน 5 คดี จึงยังถือว่าเป็นมาตรฐานสากล ดังนั้นไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่ให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตากรณีเกิดเหตุร้าย อย่างไรก็ตามยืนยันเจ้าหน้าที่จัดมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และจะเร่งจับกุมผู้กระทำความผิดหลังก่อเหตุได้ทันที

พล.ต.ต.นพรัตน์ รินทพล ผบก.ภ.จว.ตราด กล่าวว่า ความคืบหน้าคดี นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศสถูกทำร้าย ที่อ.เกาะกูด จ.ตราด ว่า หลังจาก 16 ชั่วโมงที่เกิดเหตุ ตำรวจก็สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด โดยในชั้นจับกุมรับสารภาพว่าข่มขืนและทำร้ายชาวต่างชาติดังกล่าวจริง พร้อมทั้งนำไปชี้จุดเกิดเหตุ และฝากขังผลัดแรกแล้ว ขณะที่ผู้เสียหายยังพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล ทั้งนี้อยู่ระหว่างประสานสถานทูตฝรั่งเศสเพื่อขอให้ผู้เสียหายเบิกความต่อศาล เนื่องจากมีกำหนดการจะกลับประเทศภายในสิ้นเดือนนี้ อย่างไรก็ตามตนมั่นใจในพยานหลักฐานวิทยาศาสตร์กว่า 82 ชิ้น รวมทั้งพยานบุคคลที่ยืนยันตัวผู้ต้องหา และคำให้การของผู้ต้องหาว่าจะสามารถดำเนินคดีได้ถึงที่สุด