เลขาธิการ กอศ.เผยหากใช้ ม.44 ออกมาตรการแก้ตีกัน พร้อมนำกฎหมายมาใช้จริงจัง
จากกรณีที่ที่ประชุมหารือและพิจารณามาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษาที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เป็นประธานได้กำหนด 4 มาตรการเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหาทะเลาะวิวาท และมีมติจะเสนอขอแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.)เพื่อขอใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เพื่อให้มาตรการต่างๆมีผลบังคับใช้โดยเร็ว
เมื่อวันที่ 2 มี.ค. ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ ผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษารัฐและเอกชนได้ประชุมเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทที่เข้มข้น โดยเฉพาะมาตรการในการป้องกันเหตุ ที่ต้องเฝ้าระวังใน 2 ช่วงคือ ช่วงปิดภาคเรียน และเปิดภาคเรียนใหม่ โดยในช่วงปิดภาคเรียนนั้น จะให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมเด็กก่อนเข้าเรียน ซึ่งพบว่าทั้งอาชีวะรัฐและเอกชน ดำเนินการในรูปแบบเดียวกันคือนำเด็กต่างสถาบันมาเข้าค่าย ฝึกการอยู่ร่วมกัน โดยอาชีวะรัฐทำโครงการเตรียมความพร้อมอาชีวศึกษา หรือ พรีอาชีวะ โดยเน้นเด็กเข้าเรียนใหม่มาอยู่ร่วมกัน 3 สัปดาห์ดำเนินการมาตั้งแต่สมัยพล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ดำรงตำแหน่งรมว.ศึกษาธิการ ส่วนอาชีวะเอกชน จะเน้นเป็นเด็กที่กำลังเรียนอยู่แล้วมาเข้าค่ายด้วยกัน 3-4 วัน ซึ่งทั้งหมดนี้จะยังคงดำเนินการต่อไป ขณะเดียวกัน จะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจวางแผนการทำงานร่วมกันในการเฝ้าระวัง และจะจัดงบประมาณสนับสนุนคนทำงานด้วย
“ระหว่างนี้ สอศ.ก็จะทำงานไปตามแผนที่วางไว้ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ แต่เมื่อใดที่มีการจัดทำกฎหมายใหม่และมีผลบังคับใช้ สอศ.ก็จะนำไปปฏิบัติอย่างเต็มที่ ซึ่งในมาตรการต่างๆที่กำหนดไว้นั้น ที่เป็นประเด็นใหม่คือการเพิ่มอำนาจให้ครูปกครอง หรือสารวัตรนักเรียน ให้สามารถกักตัวนักเรียนได้ 6 ชั่วโมงกรณีที่มีการก่อเหตุทะเลาะวิวาทจนกว่าตำรวจจะมารับตัว จุดนี้จะต้องซักซ้อมทำความเข้าใจกับครูปกครองให้ดี และอาจต้องกำหนดคำนิยามให้ชัดว่า ครูปกครอง ในที่นี้จะหมายถึงใครบ้าง อาทิ หัวหน้าฝ่ายปกครอง ครูปกครอง ลูกจ้าง เป็นต้น เพราะจะต้องมีการแต่งตั้งให้ถูกต้อง เนื่องจากโยงถึงการใช้อำนาจ”ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว
ด้าน นายอนุพงศ์ มกรานุรักษ์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอีสาน ในฐานะอุปนายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สวทอ.) กลุ่มอีสาน กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยถ้าจะมีการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมมาตรการต่างๆ เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทอย่างเป็นรูปธรรม แต่น่าจะเป็นการแก้ไขตามกระบวนการปกติมากกว่าที่จะเสนอให้หัวหน้า คสช.ใช้ม.44 ซึ่งมองว่าค่อนข้างรุนแรงเกินไป ทั้งนี้ ในส่วนมาตรการต่างๆที่จะกำหนดเพิ่มเติมก็ถือว่าเป็นมาตรการที่ดี เพราะเป็นการที่ทำให้ทุกคนร่วมรับผิดชอบหากเกิดปัญหา โดยเฉพาะที่มีมาตรการต่อเด็กรุ่นพี่ ศิษย์เก่า ตรงนี้ถือว่าดีมาก ซึ่งบางคนที่เป็นรุ่นพี่ที่เกเรพอตนเองเรียนไม่ไหวออกไป ก็มักจะเข้ามาชักจูงรุ่นน้องไปทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม
“ความจริงแล้วปัญหาเด็กทะเลาะวิวาทจะค่อนข้างพบมากในพื้นที่กรุงเทพฯ และก็เป็นปัญหาด้วยว่าหลายพื้นที่มีความทับซ้อนกัน พอเกิดปัญหาก็มักจะไม่มีใครออกมารับผิดชอบโดยตรง ถ้าต่อไปมีการกำหนดมาตรการที่จะบังคับใช้ให้ชัดเจน จะทำให้ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบได้ เช่นเดียวกับที่ให้พ่อแม่ก็ควรเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบลูกของตนเองด้วย ช่วยควบคุมไม่ให้กระทำพฤติกรรมไม่เหมาะสม และการให้อำนาจเพิ่มแก่ฝ่ายปกครอง ทั้งหมดนี้เชื่อว่าจะทำให้การควบคุมการก่อเหตุวิวาทได้ผลมากขึ้น”นายอนุพงศ์ กล่าวในที่สุด




