“วิษณุ” ยันไม่คิดฟ้องร้องคนเปิดเผยจดหมายน้อย ยันตั้งใจเปิดเผยไม่ได้หลบซ่อน ชี้มองมุมดีพลิกวิกฤติให้รู้ว่ามีระบบพักโทษ
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก “กูต้องได้ 100 ล้าน จากทักษิณแน่ๆ” เปิดเผยจดหมายน้อยของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เขียนถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อขอให้มีการพักโทษผู้ต้องขังคนหนึ่ง ว่า ไม่ติดใจและไม่สนใจคนที่นำมาเปิดเผย จดหมายดังกล่าวจะเรียกว่าอะไรก็แล้วตาม แต่ในความหมายของตนเข้าใจว่าถ้าเป็นจดหมายน้อยเหมือนเป็นเรื่องลับ มุบมิบและส่งไปแบบปกปิด แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ทำโดยโปร่งใสเปิดเผยเพราะถือว่าไม่มีอะไร ถ้าจะผิดคือไปทำโดยเปิดเผยโปร่งใส และผู้ร้องที่มายื่นขออนุญาตได้ยื่นเรื่องขอพบที่ห้องประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลตามเวลาราชการปกติ ซึ่งกรณีดังกล่าวมีภรรยาและลูกของผู้ต้องขังที่ระบุว่าเป็นนายกสมาคมกล้วยไม้ไทยโดยที่ตัวนายกฯซึ่งถูกคุมขังได้เขียนรายละเอียดต่าง ๆ มาให้ทราบ โดยมีทีมงานของตนมานั่งรับฟังเพราะตนไม่รู้จักทั้งคนที่มาร้องและนักโทษคนดังกล่าวและไม่เคยพบเจอ ตนจึงถามไปที่รักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ว่าเรื่องพักการลงโทษยังมีอยู่หรือไม่ ได้รับคำตอบว่าเรื่องเกณฑ์การพิจารณาโดยคณะกรรมการพิจารณาโดยมีรมว.ยุติธรรมเป็นประธาน เพราะอธิบดีกรมราชทัณฑ์เป็นเจ้าหน้าที่แต่ไม่มีอำนาจพิจารณาและวันนี้มีแต่ผู้รักษาราชการแทน จึงถามไปว่าคนอื่นมาร้องแทนนายกสมาคมกล้วยไม้ฯได้หรือไม่โดยรักษาราชการแทนอธิบดีระบุให้ลองมาดูโดยระบุว่าการพักการลงโทษไม่ใช่สิ่งที่มาขอแต่เป็นเรื่องที่ราชการจะพิจารณาเอง
นายวิษณุ กล่าวว่า ส่วนที่ถามว่าทำไมไม่สั่งราชการไปที่รมว.ยุติธรรม ต้องอธิบายว่าเมื่อรู้ว่าเมื่อรมว.ยุติธรรมเป็นประธานก็ไม่ควรสั่งเรื่องนี้ไปแต่ถ้าเขาจะไปร้องกับรมว.ยุติธรรม ก็เป็นเรื่องของเขา ถ้ามาร้องกับตนแล้วตนส่งเรื่องไปที่รมว.ยุติธรรม อย่างนั้นจะเป็นการกดดันแทรกแซง ตนจึงเขียนข้อความให้ผู้มาร้องถือไปพบกับรักษาราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์เองลงท้ายว่ากรุณาพิจารณาหากระเบียบเปิดช่องให้ทำได้ ไม่ได้ส่งไปในทางลับ เพราะไม่ใช่การขอยศ ขั้นหรือตำแหน่งความชอบซึ่งมีระเบียบปฎิบัติอยู่แล้ว เมื่อส่งไปแล้วเขาไม่ได้แจ้งกลับมาว่าได้เรื่องอย่างไร ส่วนที่ปรากฎชื่อของท่านผู้หญิงคนหนึ่งนั้นเป็นการอธิบายความในหนังสือของเขาเพื่อจะบอกได้ว่าผู้ต้องขังมีคุณงามความดีอะไร โดยที่ท่านผู้หญิงคนดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องอะไร ทั้งนี้เมื่อเกิดกรณีเช่นนี้ขึ้นสังคมจะได้ทราบว่าไทยมีระบบพักการลงโทษมาหลายปีตามพ.ร.บ.ราชทัณฑ์ กำหนดว่าถ้านักโทษที่รับโทษมาระยะหนึ่งและถูกจัดให้เป็นนักโทษชั้นดีสามารถพิจารณาพักการลงโทษเหมือนการคุมประพฤติอยู่ด้านนอก เพื่อไม่ให้นักโทษล้นคุก ซึ่งไม่ใช่การปล่อยตัว อภัยโทษหรือนิรโทษกรรม
“ผมไม่ได้มองไม่ได้คิดว่าคนที่นำมาเสนอต้องการอะไรและต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นว่าผมไม่ได้ปิดผนึกจะไปหล่นหายที่ไหนหรือผู้ร้องไปส่งกันเองก็ได้ ผมไม่ได้ติดใจหรือกลัวเพราะเจตนาผมคือไม่ปิดผนึกเพื่อให้เอาไปยื่นแล้วคุยกับอธิบดีเอง โดยที่เขาต้องนำเรื่องเข้าคณะกรรมการเพราะอธิบดีไม่มีอำนาจจะพิจารณาให้ เรื่องนี้เป็นการขอพักการลงโทษไม่ใช่ตุกติกปล่อยตัวนัก โทษตามกฎหมาย ซึ่งสามารถพักการลงโทษได้ ยืนยันตรงไปตรงมาว่า ไม่ใช่จดหมายน้อย ไม่ได้ปิดผนึก ไม่ได้ถ่ายเอกสารเก็บไว้ ถือมาอย่างไรก็กลับไปอย่างนั้น ถ้าผมมีเล่ห์เหลี่ยมไม่รู้ระบบราชการ ผมคงทำอีกแบบซึ่งมีสารพัดวิธีที่จะทำได้ และเรื่องนี้ผมไม่ฟ้องอะไร และดีใจที่เรื่องนี้เกิดขึ้นถือว่าวิกฤติเป็นโอกาสซึ่งคนไทยจะได้รู้ว่าเรามีระบบการพักโทษ ไม่ใช่มีแค่อภัยโทษ นิรโทษกรรมเท่านั้น คนอาจจะมองว่าผมพลาด แต่ไม่ได้พลาด และมีผู้ใหญ่คนหนึ่งเขียนจดหมายมาหาผมว่า ไม่เป็นไร มือที่ไม่มีบาดแผลถึงถูกยาพิษก็ไม่ซึมเข้าไป” นายวิษณุ





