วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เทพชัย' ยกกรณี'สรยุทธ' บทเรียนคนทำสื่อ

คำต่อคำ : "เทพชัย" ยกกรณี"สรยุทธ" บทเรียนคนทำสื่อ

นายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น ในฐานะประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์เครือเนชั่นถึงกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษากรณีฟ้องร้องบริษัทไร่ส้ม จำกัด ของ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา และเจ้าหน้าที่ อสมท.กับพวก ร่วมกันสนับสนุนยักยอกเงินโฆษณา ทำให้บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) เสียหายกว่า 138 ล้านบาทโดยศาลได้ตัดสินจำคุกนายสรยุทธกับลูกน้อง 20 ปี ลดเหลือ 13 ปี 4 เดือน ส่วนอดีตพนักงาน อสมท จำคุก 30 ปี ลดเหลือ 20 ปี ไม่รออาญา ปรับบริษัทไร่ส้ม 80,000 บาท ว่า เรื่องนี้เป็นบทเรียนที่ใหญ่มากสำหรับคนทำสื่อ เพราะการทำสื่อมันไม่ใช่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ในการรายงานข่าว หรือ แสดงความเห็นเพียงอย่างเดียว แต่หมายความว่าคนที่ทำธุรกิจสื่อจะต้องซื่อสัตย์กับวิชาชีพของตัวเองด้วย ซึ่งถือว่าเป็นบทเรียนเพราะว่ามันไม่เคยมีมาปฏิวัติศาสตร์ของสื่อที่คนทำสื่อ และคนที่รู้จักกันมากมายขนาดนี้จะถูกลงโทษในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตแบบนี้

"ผมว่าชัดเจนมาเมื่อศาลชั้นต้นตัดสินออกมาแบบนี้ ผมก็คิดว่าไม่ควรที่จะทำหน้าที่ในการรายงานข่าว หรือวิเคราะห์ข่าวต่อไป เพราะว่า 1.ความน่าเชื่อถือจะถูกสั่นคลอนอย่างมาก 2.สถานี หรือ พิธีกร จะต้องเคารพความรู้สึกของคนในสังคมด้วยว่ามีความรู้สึกอย่างไรกับกรณีที่เกิดขึ้นมา ส่วนนายสรยุทธ์ จะตัดสินใจอย่างไรต่อไปนั้น ผมว่าเรื่องนี้นายสรยุทธ์ น่าจะรู้ดีว่าควรทำอย่างไร เพราะภาพของนายสรยุทธ์คือคนทำสื่อ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญของคนทำสื่อคือความน่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นทันทีที่ถูกกระบวนการยุติธรรมพิพากษาแบบนี้ออกมา ถึงแม้ว่าจะเป็นระดับศาลชั้นต้นออกมาก็ตาม แต่คดีนี้มีความชัดเจนในตัวของมันเองอยู่แล้วว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าได้มีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ฉะนั้นความน่าเชื่อถือจะถูกสั่นคลอนอย่างมาก ลองนึกภาพดูว่า นายสรยุทธ์ ทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป และสัมภาษณ์นักการเมือง ธุรกิจ หรือใครก็ตามในเรื่องทุจริต ความน่าเชื่อของคำถามในเรื่องนี้จะมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน" นายเทพชัย กล่าว 

เมื่อถามว่า ช่อง 3 ควรทำอย่างไร เพราะในเมื่อบริษัทไร่ส้ม ก็เป็นบริษัทลูกที่ผลิตรายการให้กับช่อง 3 นาย

เทพชัย กล่าวว่า หวังว่าผู้บริหารของช่อง 3 น่าจะรู้ดีว่า ผลกระทบต่อตัวช่องจะเป็นอย่างไร ถ้ายังยืนยันที่จะให้ นายสรยุทธ์ ยังทำหน้าที่ต่อไป นี่ไม่ใช่เป็นการซ้ำเติม แต่กำลังมองในแง่ผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นว่า ในเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาแบบนี้ และอารมณ์ความรู้สึกของคนในสังคมเป็นแบบนี้ ตนคิดว่าจะต้องเคารพความรู้สึกของคนในสังคม ทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้ถือเป็นบทเรียนที่สำคัญ และใหญ่มาก เป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าทุกวันนี้การทำหน้าที่ของสื่อมันยิ่งจะต้องระมัดระวังในเรื่องของหลักการ และความซื่อสัตย์ สุจริต ต่อหน้าที่ให้มากขึ้น อาจจะมีการแข่งขันที่แหลมคมมากขึ้นในวงการสื่อ แต่ไม่ได้หมายความว่าแข่งขันกันเพื่อเอาชนะทุกอย่าง โดยไม่เคารพกฎกติกา หรือ ระเบียบความถูกต้องที่มีอยู่ ยิ่งแข่งขันกันมากสื่อจะต้องมีภาพขององค์กร หรือตัวบุคคล ที่มีความน่าเชื่อถือ หรือมีความสุจริต ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ให้มากขึ้น 

"ไม่ใช่บอกว่าทำหน้าที่สื่อซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ แต่พอมาทำธุรกิจสื่อก็จะพยายามหาช่องโหว่ในการหาช่องกำไรให้มากที่สุด ผมมองว่าไม่สามารถแยกกันแบบนั้นได้ ถ้าคุณทำสื่อ ไม่ว่าคุณจะทำหน้าที่ฐานะเป็นสื่อที่ต้องรายงานข่าวขุดคุ้ย สัมภาษณ์ หรือ วิเคราะห์ มันจะต้องใช้ความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพพอๆ กับการที่คุณมาบริหารองค์กร หรือ ทำหน้าที่ที่เกี่ยวกับธุรกิจสื่อ สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนอันหนึ่งที่องค์กรวิชาชีพทางด้านสื่อน่าจะให้ความสำคัญในการหยิบขึ้นมาเป็นตัวอย่างในการวิเคราะห์ และพูดถึง เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้คนในวงการเข้าใจมากขึ้นกับความสำคัญในการทำหน้าที่ของสื่อ ไม่ว่าจะเป็นสื่อในฐานะวิชาชีพ หรือในฐานะธุรกิจสื่อ บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ในวิชาชีพมากขึ้น" นายเทพชัย ระบุ 

เมื่อถามว่า ในอดีตเคยเกิดเรื่องแบบนี้หรือไม่ในวงการสื่อสารมวลชน

นายเทพชัย กล่าวว่า มันก็คงมีเหตุการณ์ แต่ระดับคงจะแตกต่างกัน นายสรยุทธ์ อาจจะเป็นกรณีที่พิเศษ เพราะนายสรยุทธ์ ก็มีชื่อเสียง และตัวช่อง ก็เป็นช่องที่มีคนดูมากที่สุดในประเทศไทย ยิ่งภาพเป็นแบบนี้ยิ่งสำคัญอย่างมากที่ตัวบุคคล และ ตัวองค์กร จะต้องเคารพในหลักการของเรื่องความโปร่งใส และความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ มันไม่มีข้ออ้างที่จะไม่ฟัง หรือรับรู้ความรู้สึกของคนในสังคม และผลที่ออกมาจากกระบวนการยุติธรรม 

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาในอดีตเป็นในลักษณะไหน

นายเทพชัย กล่าวว่า คงไม่ถึงขั้นเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ที่คนทำสื่อสารมวลชนถูกกล่าวหาในเรื่องการทุจริตมันก็จะมีการตรวจสอบในระดับองค์กรเต็มที่ก็โดยองค์กรวิชาชีพก็จะมีการลงโทษให้ออก หรือรูปแบบอื่นๆ ที่ไม่ถึงขั้นที่จะต้องให้กระบวนการยุติรรมพิพากษาเหมือนกรณีนี้  

เมื่อถามย้ำว่า อยากให้เปรียบเทียบการลงโทษในอดีตที่องค์กรสื่อสารมวลชนสามารถดำเนินการได้ แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ต้องนำไปสู่กระบวนการยุติธรรม

นายเทพชัย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันชัดเจนในตัวของมันเอง เพราะว่ากรณีของบริษัทไร่ส้ม มีความผิดทางคดีอาญา ฉะนั้นความผิดทางคดีอาญาคงไม่สามารถที่จะให้เรื่องจบที่กระบวนการตรวจสอบทางด้านจริยธรรมอย่างเดียว แต่มันเกี่ยวกับข้องกับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีบทลงโทษทางกฎหมาย ซึ่งวันนี้มันก็เกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งถือว่าแตกต่างกันมากระดับความรุนแรงของข้อกล่าวหา กับความผิดที่เกิดขึ้นมีกระบวนการทางกฎหมายที่จะต้องดำเนินการ 

"เมื่อผิดก็จะต้องว่าไปตามกฎหมาย แต่หากเป็นความผิดในเชิงจริยธรรมอย่างเดียว หรือไปรับเงินใต้โต๊ะ หรือ ซองขาว แบบสมัยก่อน ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับหน่วยงานของรัฐอย่างกรณีนี้ ฉะนั้นข้อกล่าวหามันจะมีในระดับที่จะมีกระบวนการจัดการของมันเอง ทั้งนี้องค์กรสื่อที่ไม่สามารถดำเนินการกับ นายสรยุทธ์ เกี่ยวกับด้านจริยธรรมได้ ก็ต้องพูดกันตรงไปตรงมาคือ อันดับแรกนายสรยุทธ์ ไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์กรสื่อทางใดไหนเลย ดังนั้นการที่องค์กรวิชาชีพสื่อจะดำเนินการตรวจสอบ หรือลงโทษใครก็ตาม อันดับแรกคน ๆ นั้น หรือ บุคคลคนนั้น จะต้องเป็นสมาชิกขององค์กร หรือไม่ก็องค์ของบุคคลเป็นสมาชิกขององค์กรวิชาชีพถึงจะดำเนินการได้ แต่เนื่องจากว่า นายสรยุทธ์ ไมได้อยู่ในองค์กรไหนเลย ฉะนั้นกระบวนการก็ไม่สามารถที่จะไปดำเนินการอะไรได้"นายเทพชัย กล่าว 

เมื่อถามว่า มองอนาคตวงการสื่อต่อไปอย่างไร หากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

นายเทพชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นสมาชิกขององค์กรวิชาชีพสื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ทำผิดถึงข่ายที่ละเมิดกฎหมายก็มีกระบวนการลงโทษของมันอยู่แล้ว ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มันชัดเจนมากการลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม มันรุนแรงและชัดเจนมากกว่ากระบวนการตรวจสอบทางด้านจริยธรรม ที่อาจจะมีเหมือนในอดีต ซึ่งเป็นการลงโทษเน้นทางด้านสังคมที่เรียกว่าโซเซียลแซงชั่นมากกว่า มันไม่ได้มีอำนาจการลงโทษตามกฎหมาย กรณีนี้ถือเป็นเรื่องเตือนใจ การทำสื่อโอกาสที่จะถูกตรวจสอบมันเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ฉะนั้นเรื่องการเคารพในหลักการของความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพมันก็ถูกตอกย้ำอีกครั้งด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

เมื่อถามว่า บริษัทไร่ส้ม ยังสามารถผลิตรายการได้เหมือนเดิม หรือแค่เปลี่ยนตัวพิธีกร

นายเทพชัย กล่าวว่า เรื่องของอนาคตบริษัทไร่ส้มก็เป็นคำถามใหญ่ ในเมื่อผู้บริหารหลักๆ โดยข้อกล่าวหา และถูกพิพากษาแบบนี้ ตนคิดว่าสังคมคงจะมีความรู้สึกชัดเจนกับบริษัทนี้ ฉะนั้นคงจะขึ้นอยู่กับผู้บริหารว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ถ้าจะเดินหน้าต่อไปก็จะต้องเตรียมใจที่จะรับกับกระแสของสังคมในเชิงลบที่จะมีขึ้นต่อไป แต่ว่าผู้บริหารคงจะรู้ดีว่าจะทำอย่างไร 

เมื่อถามว่า ความนิยมของตัวรายการ หรือ ตัวบุคคลจะลดลงหรือไม่

นายเทพชัย กล่าวว่า ที่ผ่านมากระแสสังคมในเชิงลบกับตัวบุคคลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชัดเจน เพียงแต่ไม่รุนแรง เพราะอ้างว่าอยู่ในกระบวนการของการฟ้องร้อง แต่ในเมื่อมีคำพิพากษาชัดเจนแบบนี้แล้ว คิดว่าเป็นคำตอบในตัวของมันเอง ในภาพลักษณ์ของตัวรายการ ตัวบุคคล ที่เกี่ยวข้องในสายตาของสังคมจะเป็นอย่างไร