วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'อักษรา'โว1ปีแก้ปัญหาไฟใต้ ดึงผู้เห็นต่างจากมุมมืดหลายกลุ่ม

“อักษรา” โว1 ปีแก้ปมปัญหาไฟใต้ สามารถดึงผู้เห็นต่างออกจากมุมมืดหลายกลุ่ม วอนทุกฝ่ายหนุนพูดคุยฯ เล็งใช้เสียงปชช.ไม่เอาความรุนแรงเป็นสื่อกลาง

พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยถึงความคืบหน้า กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งกลุ่มผู้เห็นต่าง จากรัฐ ประเทศเพื่อนบ้านของไทยและองค์กรระหว่างประเทศ เพราะเป็นหนทางเดียวที่เป็นที่ยอมรับในทางสากล เพื่อยุติความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเกิดขึ้นมากว่า 12 ปีแล้ว และแม้ว่าฝ่ายรัฐ จะได้ดำเนินการในทุกมาตรการ เพื่อควบคุมเหตุการณ์มิให้เกิด ความรุนแรงและความสูญเสียต่อชีวิต และทรัพย์สินผู้บริสุทธิ์ โดยส่งผลทำให้สถิติเหตุความรุนแรงลดลงก็ตาม แต่การที่จะให้เกิด ความสงบสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องใช้กระบวนการพูดคุยกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ ให้ลดความตั้งใจใน การก่อเหตุ และหันมาร่วมมือกับภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ เพื่อยุติการใช้ความรุนแรง และกำหนด Road Map ในการพัฒนาพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกันต่อไป

“ตลอดห้วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เริ่มกระบวนการพูดคุยในปี 2558 คณะพูดคุยฯ ได้ใช้ ความพยายามร่วมกับผู้อำนวยความสะดวก ดึงกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐทุกกลุ่ม ทุกพวก ทุกฝ่าย ออกมาจาก มุมมืด เพื่อให้สังคมได้เห็นว่ามีกี่กลุ่ม กี่พวก และมีใครบ้าง ทั้งนี้เมื่อเวลาเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะได้ถามหาความรับผิดชอบจากกลุ่มผู้เห็นต่างฯ เหล่านี้ แต่ปรากฏว่าสื่อมวลชนบางสำนัก กลับไม่ให้ความสนใจกระบวนการพูดคุย ทั้งๆ ที่เป็นนโยบายของรัฐ ที่ทั่วโลกยอมรับ แม้แต่ OIC ก็ยังให้ การสนับสนุน แต่สื่อมวลชนกลับไปให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาในพื้นที่มากกว่าการที่ต้องไปคุยกับ กลุ่มใดๆ โดยลืมไปว่ารัฐได้ทำเช่นนี้ฝ่ายเดียวมาตลอด 11 ปี แล้วยังไม่สำเร็จ” พล.อ.อักษรา กล่าว

พล.อ.อักษรา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้สื่อมวลชนบางสำนัก และนักวิเคราะห์บางท่านยังไปยกระดับ และให้ความสำคัญกับกลุ่มพูโลที่ไม่มีกองกำลังในพื้นที่แล้ว โดยพยายามประโคมข่าววัตถุระเบิดที่มีรูปร่างคล้ายจรวด และจงใจให้เจ้าหน้าที่ตรวจพบในพื้นที่ จ.ปัตตานี และต่อมาจัดฉากให้พบอีกที่ จ.นราธิวาส โดยอ้างว่าเป็นแบบเดียวกับที่ใช้กันอยู่ในตะวันออกกลาง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่พิสูจน์ทราบแล้วไม่เป็นความจริงแต่ประการใด เป็นเพียงวัตถุต้องสงสัยที่ทำขึ้น และ ไม่สามารถใช้งานได้จริง ดังนั้น จึงสมควรให้ทุกภาคส่วนได้มีความเข้าใจสถานการณ์ในพื้นที่ และร่วมมือกัน ปฏิเสธการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบอย่างจริงจัง เพื่อกดดันให้กลุ่มผู้เห็นต่างฯ ที่ยังนิยมใช้ความรุนแรง ไม่มีที่ยืนในสังคมต่อไป จึงจะสามารถทำให้เหตุความรุนแรงลดลงได้อย่างเป็นรูปธรรม

พล.อ.อักษรา กล่าวต่อว่า ขอเชิญชวนให้สื่อมวลชนและนักวิเคราะห์ทั้งหลายได้หันมาช่วยสนับสนุนกระบวนการพูดคุย อย่างจริงจัง เพราะเป็นนโยบายของรัฐบาล โดยขอให้นำเสนอข้อเท็จจริง และช่วยกันโน้มน้าวให้ทุกฝ่าย ยุติการใช้ความรุนแรง ตอบโต้ซึ่งกัน และช่วยกันประณามผู้สั่งการ หรือผู้ก่อเหตุ ซึ่งเกิดจากคนเพียง บางกลุ่มเท่านั้นที่ยังมีความคิดสุดโต่ง นิยมใช้ความรุนแรง และปัจจุบันเวลาได้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง กับ ศาสนา ประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์แต่อย่างใด เพียงแต่คิดเอาชนะเพื่อประโยชน์ของกลุ่มตนเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราต้องช่วยกันทำให้เสียงของประชาชนในพื้นที่ดังไปถึงพวกที่ยังอ้างว่าทำเพื่อประชาชน ได้ทราบความต้องการที่แท้จริงของประชาชนว่าไม่ต้องการความรุนแรง ที่จะนำมาซึ่งความสูญเสียในชีวิต และทรัพย์สินใดๆ แต่ต้องการความสงบสุขกลับคืนมาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขตลอดไป

พล.อ.อักษรา กล่าวว่า เสียงของประชาชนเท่านั้นที่จะทำให้กลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐทุกกลุ่ม ทุกพวก ทุกฝ่าย หันหน้าเข้ามาพูดคุยและสร้าง ความร่วมมือกัน เพื่อวางอนาคตโดยกำหนด Road Map ร่วมกันต่อไป โดยมีภาคประชาชนเป็นผู้กำหนดทิศทาง ปัจจุบันของแม่ทัพภาคที่ 4 , เลขาธิการ ศอ.บต., ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด, ท่านผู้นำศาสนา, นักวิชาการ และภาคประชาชน รวมทั้งสื่อมวลชนในพื้นที่ได้ร่วมกันสร้างความเข้าใจกับสังคมและกำหนดมาตรการ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อพี่น้องประชาชนดีอยู่แล้ว และจะดำเนินการต่อไปให้เกิดความสงบสุขในพื้นที่ อย่างต่อเนื่อง

พล.อ.อักษรา กล่าวว่า คณะพูดคุยฯ และผู้อำนวยความสะดวกเพียงมาช่วยทำให้กลุ่มผู้เห็นต่างฯ ทุกกลุ่ม ทุกพวกทุกฝ่าย ได้เข้ามาร่วมมือสร้างสันติสุขด้วยอีกทางหนึ่ง เพื่อให้เกิดความสงบสุขอย่างเป็นรูปธรรมที่ยั่งยืนต่อไป ในนามของรัฐบาลผมขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะบังคับใช้กฎหมายอย่าง เป็นธรรม และเท่าเทียมกันทุกฝ่าย โดยจะเห็นได้ว่าในห้วงเวลาที่ผ่านมาได้ พิสูจน์แล้วว่าการใช้ความรุนแรงจะเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของทุกฝ่าย และจะไม่เกิดผลดีต่อฝ่ายใดทั้งสิ้น จากเหตุการณ์ความสูญเสียในอดีตที่ ผ่านมา ในกรณีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ที่ กรือเซะ หรือ ตากใบ ก็ตาม รัฐบาลต้องใช้งบประมาณจำนวนมากลงไปเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แทนที่ จะใช้งบประมาณนั้นมาพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่ออนาคตของลูกหลานต่อไป และเราจะไม่ยอมให้เหตุการณ์เหล่านั้นย้อนกลับมาอีก โดยต้องพยายามโน้มน้าวกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐหันมาให้ความร่วมมือเพื่อสร้างสันติสุขในพื้นที่ จชต.ตามแนวทางที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ 

สรุปสุดท้ายคือขอให้ทุกฝ่ายได้สนับสนุนกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุข ไม่ใช่เพื่อคณะพูดคุยฯ แต่เพื่อความสงบสุขปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยรวมนั่นเอง