เวทีเสวนาภาคประชาชนลั่นร่างรธน.ไม่เขียนปกป้องสิทชุมชน ย้ำไม่มีสิทธิ์ปกป้องพื้นที่ตัวเอง อัดคำสั่งคสช.ที่3,4 ละเมิดเสียงคนในพื้นที่
ที่อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ถนนสามเสน มีการจัด "ราชดำเนินเสวนา" หัวข้อ เมื่อสิทธิชุมชนในรัฐธรรมนูญหายไป ชาวบ้านจะพึ่งพาใคร?" ซึ่งจัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ ร่วมกับ ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม โดยมีการเชิญภาคประชาชน เครือข่ายต่าง ๆ มาร่วมเวทีเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับ ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรธ. ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวและผู้ร่วมเสวนาสังเกตว่าในห้องเสวนานอกจากจะมีผู้เข้าร่วมเสวนา สื่อมวลชนและเครือข่ายภาคประชาชน ที่มาร่วมรับฟังแล้ว ยังพบว่ามีผู้ชายอย่างน้อย 2 คน ที่แต่งกายและมีลักษณะเหมือนเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารใส่ชุดนอกเครื่องแบบมานั่งฟังการเสวนาด้วย และเมื่อจบการเสวนาชายทั้ง 2 ก็เดินทางกลับในทันที โดยไม่มีเหตุวุ่นวายอะไร
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเนื้อหาการเสวนา เริ่มโดยนางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวเปิดเวทีว่า ตนทำคดีเกี่ยวกับสิทธิชุมชนมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 และที่ผ่านมาพบว่าสิทธิชุมชนมีสองส่วน ส่วนแรกคือ การรับหรือการยอมรับว่าอะไรคือชุมชน ส่วนที่สองคือ แล้วชุมชนทำอะไรได้บ้างในพื้นที่ของตัวเอง แต่สิ่งที่ตกใจมากเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่มีคำถามว่าแล้วสิทธิอะไรบ้างทีหายไปในเรื่องสิทธิชุมชน เพราะเมื่อก่อนเราใช้รัฐธรรมนูญ ในมาตรา 66 ที่ระบุให้ชุมชนกำหนดเจตจำนงในการปกป้องอนุรักษ์ท้องถิ่น ส่งเสริมประเพณีของชุมชน และมาตรการ 67 กำหนดให้ชุมชนมีส่วนร่วมในกรณีที่มีโครงการต่าง ๆ เข้ามาและจะมีผลกระทบ ชุมชนสามารถเข้าไปติดตามและมีสิทธิ์ในการฟ้องร้องดำเนินคดีกับโครงการ เอกชน รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานรัฐนั้นได้
" 2 มาตรานี้ เราไม่พบข้อความเหล่านี้ในร่างฉบับรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย ในเรื่องของการให้สิทธิ์ชุมชนในการปกป้อง อนุรักษ์คุ้มครองชุมชน"นางสาว ส. กล่าว
ผู้ประสานงานมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวอีกว่า อาจจะมีข้อโต้แย้งจากฝ่ายผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่อาจจะมาบอกว่า เรื่องดังกล่าวเขียนอยู่ในมาตรา 44 ของร่างฯ ที่กำหนดให้ชุมชนเข้าร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและชุมชน แต่ถามกลับว่าที่ผ่านมาชุมชนเข้าร่วมกับอปท.ได้แค่ไหน ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะให้ชุมชนใช้สิทธิ์ตัวเองแต่ต้องใช้ผ่านอปท. ที่เราจะกลายเป็นผู้ถูกปกครองตลอดเวลา ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญปี 40 และ 50 ที่ให้เราร่วมปกป้องคุ้มครองดูแลชุมชนของตัวเอง แต่รัฐมีหน้าที่เพียงต้องเข้ามาส่งเสริมบทบาทหน้าที่เท่านั้น
"แต่ปรากฏว่าในร่างฯนี้ กระบวนการส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมหายไปทุกมาตรา คือ มาตรา 56 57 58 ของรัฐธรรมนูญปี 50 ในเรื่องการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน การตัดสินใจให้ความเห็นในการที่รัฐเปิดรับฟังความเห็นก็หายไป กลายเป็นว่านี่เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะให้ข้อมูลหรือไม่ หรือเข้ามาจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน"
นางสาว ส.รัตนมณี กล่าวอีกว่า มีคำถามว่าเราพบตลอดเวลา คือ มีการใช้สิทธิในรัฐธรรมนูญปี 40 50 ชุมชนก็เห็นแย้งกับรัฐตลอดว่าไม่มีการรับฟังหรือให้ข้อมูลไม่เพียงพอ แม้จะถูกต้องตามกฎหมายและตามระเบียบ แต่ก็มีการนำข้อมูลไปใส่ในเว็บไซต์ของหน่วยงาน แต่ถามว่าชาวบ้านที่ไม่มีอินเตอร์เน็ต ไฟฟ้า ใครเขาจะเข้าไปดูข้อมูลได้ แถมระบุในเว็บด้วยว่าข้อมูลเหล่านั้นห้ามนำไปอ้างอิง นอกจากนี้ประเด็นการทำประชาพิจารณ์ที่ผ่านมายังเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ ไม่สามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็นได้
"ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เมื่อระบุให้สิทธิชุมชนกลายเป็นหน้าที่ของรัฐ ยิ่งไปกันใหญ่ ก็เป็นเพียงหน้าที่ของรัฐ ถามว่าแล้วจะมีอะไรก่อตั้งสิทธิให้ประชาชนขึ้นมา เพราะเมื่อไม่มีสิทธิ เมื่อเราถูกกระทบสิทธิ์จะทำอย่างไร เมื่อเป็นหน้าที่ของคนอื่นและไม่ได้เป็นสิทธิของเรา เราจะใช้อำนาจอะไรในการฟ้องคดี ถ้าไม่เขียนไว้ก็เท่ากับว่าไม่มีสิทธิ แล้วจากนี้ชุมชนจะใช้สิทธิตัวเองอย่างไร"
น.ส. ส.รัตนมณี กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันมีการอ้างเรื่องความมั่นคงของรัฐไปหมดและสิ่งที่น่ากังวลต่อคือ ตามมาตรา 270 ในร่างรธน. กำหนดว่า คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ทั้งหมดที่ออกไปมีผลเทียบเท่ารัฐธรรมนูญ ให้มีผลบังคับใช้ตลอดไปจนกว่าจะเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ เท่ากับว่าคำสั่งคสช.ที่ 3 และ 4 /2559 เกี่ยวกับเรื่องผังเมือง จะอยู่จนกว่าจะมีกฎหมายออกมายกเลิกคั่ำสั่งดังกล่าว และการแก้ไขกฎหมายในประเทศไทยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่ออกมาเป็นกฎหมายแล้วก็ไม่ได้เป็นกฎหมายของภาคประชาชน
"ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถูกประกาศใช้ทั้งหมดได้รับการรับรองประชามติ น่ากลัวมากในการที่ประชาชนจะออกใช้สิทธิ์ใช้เสียง หากบุคคลเหล่านั้นจะลุกขึ้นมาปกป้อง เขามีสิทธิ์ แต่เขาจะใช้สิทธิ์อะไร อะไรคือสิ่งที่ก่อตั้งสิทธิ์ของประชาชนนับจากนี้ไป"
น.ส.สุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ในคำสั่งคสช. ที่ 3 และ 4/2559 ที่ออกมาเมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่เกี่ยวกับการผังเมืองที่เป็นตัวกำหนดการใช้ประโยชน์ ซึ่งภารกิจของผังเมืองมีส่วนในการกำหนดทิศทางของประเทศทั้งกายภาพ สภาพพื้นที่ ถามว่าผังเมืองกับประชาชนมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร เพราะประชาชนจะมีส่วนร่วมในการกำหนดการใช้ประโยน์ของที่ดิน ตามแนวทางพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน กฎหมายของผังเมืองจะต้องประกาศให้มีส่วนร่วมของประชาชนในการคัดค้านหรือคิดเห็นหากกระทบการใช้ชีวิตในชุมชน ที่หน่วยงานก็ต้องดูกฎกระทรวงผังเมืองรวม ผู้มีอำนาจทุกหน่วยงานจะต้องดูว่าประเภทอาคารที่ยื่นขอจะต้องมองว่า สมมติ กิจการโรงไฟฟ้าจะต้องดำเนินการได้หรือไม่ ห้ามโดยผังเมืองไว้หรือไม่ ชุมชนเมื่อเห็นว่าดำเนินการผิดก็จะมีสิทธิในการเรียกร้อง และบัญชีแนบท้ายกฎกระทรวงผังเมืองรวมทุกฉบับ จะระบุว่าในพื้นที่โซนนี้ห้ามมีหรือห้ามให้มีกิจการประเภทไหนอยู่บ้างระบุชัดเจน หากมีการใช้ผิดประเภทในกฎหมายผังเมืองจะมีกฎระบุโทษว่าหากใช้ผิดจากผังเมืองรวมจะดำเนินการอย่างไร หมายความว่ากฎหมายผังเมืองรวมนี้เป็นกฎหมายเบื้องต้นในการคุ้มครองวิถีที่ประชาชนมีส่วนร่วม
"แต่ทว่าคำคสช.ที่ 3 และ 4 /2559 ปลดล็อคมาตรการนี้ออกจากชุมชน และรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการรับรองสิทธิ รับรองสิทธิในการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเมื่อก่อนชุมชนก็สามารถใช้กฎหมายอื่นได้ในการต่อสู้ แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญเป็นแบบนี้การต่อสู้จะหนักกว่าเดิม ในการปกป้องชุมชน"น.ส.สุภาภรณ์ กล่าว
ส่วนว่าที่ร.ต.ต.ทวีศักดิ์ อินกว่าง เครือข่ายเชียงรากใหญ่ จ.ปทุมธานี กล่าวถึงการต่อสู้ตามสิทธิในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะในพื้นที่ของตัวเองว่า โรงไฟฟ้าเชียงรากเป็นการเลือกใช้พื้นที่โดยไม่ฟังประชาชนในพื้นที่และพื้นที่ข้างเคียงในการตัดสินใจ ที่ชาวบ้านโดนละเมิดจากผู้นำท้องถิ่นเองและถูกละเมิดโดยใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในคำสั่งคสช.ที่ 3 และ 4 /2559 ในการตัดสิทธิ์การมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งพวกเราเข้าใจเรื่องการจัดการปัญหาขยะตามโรดแมปให้เป็นรูปธรรม แต่กลุ่มทุน กลุ่มการเมือง ข้าราชการ กลับเอาโครงการนี้มาแสวงหาผลประโยชน์ เราเห็นกระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่กลายเป็นเครื่องมือรวมทุนของกลุ่มทุนในประโยชน์ของเขาเองโดยประชาชนไม่ได้อะไรจากคำสั่งนี้
"เชียงรากใหญ่จะกลายเป็นพื้นที่รองรับขยะจำนวนมาก ทั้งที่้มติครม.เคยกำหนดให้เป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอนุรักษ์แหล่งน้ำดิบเพื่อการประปา เป็นคลองส่งน้ำสำแลที่หล่อเลี้ยงคนกทม. เป็นแหล่งพื้นที่ต้นน้ำดิบหล่อเลี้ยงคนปทุม แต่พื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าห่างจากโรงน้ำดิบ 1 กิโลเมตรกว่า ติดรั้วชุมชน ติดวัด โรงเรียน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เลย"ว่าที่ร.ต.ทวีศักดิ์ กล่าว
แกนนำเครือข่ายเชียงรากใหญ่ กล่าวอีกว่า พื้นที่ตรงนี้มีขบวนการเพราะเมื่อตรวจดูและค้นข้อมูลย้อนหลัง ปรากฏว่ามีขบวนการเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนคือเจ้าหน้าที่รัฐอยู่เบื้องหลัง มีกลุ่มทุนเสนอให้คณะกรรมการจังหวัดให้ดึงเรื่องผังเมืองกลับมาแก้ไขในพื้นที่สีเขียว มีนายทุนอยู่เบื้องหลังจนประกาศสำเร็จและมีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ให้ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะ พวกเราโดนก่อนคำสั่งคสช.ที่ 3 และ 4/2559 เสียอีก
"เราร้องเรียนหน่วยงานทุกระดับทั้งท้องถิ่น จังหวัด และร้องนายกรัฐมนตรี แต่ 1 ปี 3 เดือนที่ผ่านมาเราไมได้คำตอบจากหน่วยงานรัฐ แม้หน่วยงานที่น่าเชื่อถือน่าศรัทธา อย่างสำนักนายกรัฐมนตรีนะครับ วันที่ลงรับไว้เมื่อ 15 มิ.ย. 2558 เราก็ยังไม่ได้หนังสือตอบรับจากนายกรัฐมนตรี ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร แล้ววันนี้ชาวบ้านจะรอเพื่ออะไร จะพึ่งหน่วยงานไหนได้"ว่าที่ร้อยตรีทวีศักดิ์ กล่าว
แกนนำเครือข่ายเชียงรากใหญ่ กล่าวอีกว่า เราต่อสู้ตามหลักวิชาการและกฎหมายเท่าที่จะทำได้ แต่เราสิ้นหวังกับทุกหน่วยงาน สุดท้ายโครงการดังกล่าวไปอยู่ในแผนแม่บทแห่งชาติ โดยระบุว่าพื้นที่เชียงรากใหญ่มีศักยภาพในการก่อสร้าง กระทรวงพลังงานก็บอกว่าจะมีความสามารถมากในการผลิตไฟฟ้าได้มากถึง 100 เมกะวัตต์ และแผนของจังหวัดปทุมธานีก็ระบุเป็นโครงการของจังหวัด
"เส้นทางการต่อสู้ของเรารวมกันจากเล็ก ๆ เราต่อสู้ด้วยหัวใจที่เรารักหวงแหน และผูกพันกับถิ่นกำเนิด ผมเชื่อว่าความรักความผูกพันไม่แตกต่างกับทุกคนที่มาสู้กับอำนาจรัฐ การเมืองและทุนที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง แต่เส้นทางการต่อสู้ไม่ได้สวยหรู เพราะผู้มีอำนาจมีทั้งกฎหมายและเงิน เขายิ่งใหญ่จริง ๆ วันนี้เราแทบไม่มีกฎหมายมาคุ้มครองเราแล้ว แล้วเราจะอยู่อย่างไรครับ"ว่าที่ร.ต.ทวีศักดิ์ กล่าว
ส่วนนายดิเรก เหมนคร แกนนำเครือข่ายคนสงขลา-ปัตตานี ที่คัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินและท่าเทียบเรือเทพา จ.สงขลา กล่าวว่า พื้นที่เทพาเป็นพื้นที่ผังเมืองสีเขียว มีความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ ชาวบ้านมีอาชีพจับปลาขายที่มีรายได้ 400-500 ต่อครัวเรือน/วัน ที่รัฐบาลไม่สามรารถช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้ขนาดนี้ได้ แต่มาตรา 44 คำสั่งคสช.ที่ 3 และ4/2559 เกิดขึ้นมาเพราะพื้นที่เทพาเป็นตัวปัญหาในการขัดขวาง ทั้งนี้เทพาเคยมีการประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า เป็น 1 ใน 9 ของประเทศ ที่เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า แต่ถ้ามีโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่มาตั้ง เราจะหาดูสัตว์ป่าแปลกๆแบบนี้ได้หรือไม่ ที่จะให้ลูกหลานเรียนรู้ในอาคต เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ชุมชนเคยบอกว่าดีและรัฐเองก็บอกว่าต้องอนุรักษ์ หวงห้ามเอง แต่วันนี้คนรุ่นนี้ก็ออกคำสั่งคสช.มา ก็จบ
"วันนี้ผมจะเอาอะไรสู้ต่อ ผมจะรักษาแหล่งอาหารให้คนไทยได้อย่างไรครับ ทั้งหมดเหมือนกัน คืออำนาจ ราชการ การเมือง และทุน เหมือนที่เชียงราก เพราะใช้วิธีการเดียวกันในการพัฒนา สุดท้ายเราก็เจอมาตรา 44 ยกเลิกผังเมืองสงขลาและเทพา ประชาชนก็เตรียมถอนเสาบ้าน 240 กว่าครอบครัว อีก 2 มิสยิดและ1กูโบ ต้องออกจากพื้นที่ แต่ที่สำคัญคือมลพิษที่จะเข้าไปใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทางวิชาการและข้อท็จจริงแต่ก็สู้ต่อไป แต่ถามว่าทำไมไม่ให้เราใช้เหตุผลว่าผังเมืองดีไม่ดีอย่างไร คนใช้ทุนหลวงไปเรียนด้านผังเมืองมาเยอะ แต่ไม่ใช้วิชาการกันเยอะ ผมพูดแค่นี้ เดี๋ยวพูดมากกว่านี้เดี๋ยวผมจะร้องไห้ทั้งที่ไม่ใช่คนอ่อนแอ"นายดิเรก กล่าว





