ตร.แถลงจับขบวนการค้ามนุษย์จ.ภูเก็ต พบเหยื่อกว่า30ราย

"พล.ต.อ.ศรีวราห์"แถลงจับขบวนการค้ามนุษย์จ.ภูเก็ต พบเหยื่อกว่า 30 ราย ยันปราบปรามเต็มที่ เผยพนง.สอบสวนสั่งฟ้องเกือบทั้งหมด
พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) พร้อมด้วยพล.ต.ท.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.ทรงพล วัธนะชัย รองโฆษก ตร. พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญรองโฆษก ตร. พล.ต.ต.กรไชย คล้ายคลึง ผบก.ปคม. พล.ร.ต.เกรียงไกร อนันตศานต์ ผอ.สกค.ยก.ทร.Mr.Htun Ayeเลขาธิการโท ฝ่ายกงศุล สอท.เมียนมา และMr.Hla Tun Labour Attacheและนำผู้ต้องหา1รายมาร่วมกันแถลงข่าวด้วย
พล.ต.ต.กรไชย เผยว่า เมื่อวันที่27 ม.ค. ที่ผ่านมา แรงงานชาวเมียนมาร์(ขอสงวนนาม) ได้แอบหลบหนีออกจากเรือประมงมาได้ขณะเรือเข้าเทียบท่าที่ จ.ภูเก็ต และได้หลบซ่อนตัวอยู่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ปคม. จึงได้เข้าให้ความช่วยเหลือไว้ได้ จากการสอบถามขยายผลทราบว่า ยังมีชาวเมียนมาร์อีกหลายคนซึ่งรวมถึงแรงงานชาวเมียนมาร์จำนวน 3 คนที่ร้องขอความช่วยเหลือไปด้วย ถูกกักขังอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่ง บก.ปคม. จึงได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ได้แก่ ทร.,บก.รน.,บก.ทท.,ตม.จว.ภูเก็ต และสภ.เมืองภูเก็ต ตรวจสอบจนกระทั่งทราบที่ตั้ง จากนั้นได้ร่วมกันวางแผนและสนธิกำลังเข้าตรวจค้นสถานที่ดังกล่าว
พล.ต.ต.กรไชย กล่าวว่า ผลการตรวจค้นสถานที่ดังกล่าว เป็นห้องไม่มีเลขที่บริเวณเกาะสิเหร่ ถ.เทพประทาน ต.รัษฎา อ.เมือง จว.ภูเก็ต ประตูทางเข้าใส่กุญแจล็อคจากด้านนอก ภายในห้องพบห้องกักขังขนาดประมาณ 4*6 เมตร ซึ่งถูกปิดล็อคจากด้านนอกด้วยกลอนไม้ 2 ชั้น ภายในพบแรงงานชาวเมียนมาร์ จำนวน 29 คน ถูกกักขังอยู่ ไม่มีช่องทางหลบหนีออกทางอื่นได้ ขณะตรวจค้นพบMrs.Jiw San Nyuntหรือนางมะโย ชาวเมียนมารื เป็นผู้เฝ้าสถานที่กักขังดังกล่าว จากการนำแรงงานเมียนมาร์ทั้งหมด 30 คน (รวมคนที่หลบหนีได้) มาคัดแยกผู้เสียหายร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่าเป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์ทั้ง 30 คน พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปคม. จึงได้ดำเนินการจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหา กับMrs.Jiw San Nyuntหรือนางมะโย สัญชาติเมียนมาร์ อายุ38ปี สถานที่จับกุมห้องไม่มีเลขที่ บริเวณเกาะสิเหร่ ถ.เทพประทาน ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ตโดยกล่าวหาว่าที่18คือ ร่วมกันค้ามนุษย์ (แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการบังคับใช้แรงงาน) ทั้งนี้มีการสืบสวนขยายผลสามารถออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก2รายคือ นายโซโม หรือ วตุ สัญชาติเมียนมา อายุ 32 ปี จับกุมได้ที่ สภ.เมืองภูเก็ต เมื่อวันที่ 31 ม.ค.59 ตามหมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ 76/2559 ลงวันที่ 30 ม.ค.2559 ในข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์ (โดยแสวงหาประโยชน์มิควรได้โดยชอบจากการบังคับใช้แรงงาน)ฯ 2.Mr.Soe Win Aung Zoหรือโกแป๊ะ หรือ อะเปด สัญชาติเมียนมาร์ อายุ 37 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ 77/2559 ลงวันที่ 30 ม.ค.2559 ในข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์ (โดยแสวงหาประโยชน์มิควรได้โดยชอบจากการบังคับใช้แรงงาน)ฯ ขณะนี้อยู่ระหว่างหลบหนี
"ส่วนพฤติการณ์การกระทำผิด ผู้เสียหายคดีนี้ได้ถูกชักชวนโดยนายกน้าชาวเมียนมา ให้มาทำงานในประเทศไทย โดยลักลอบเข้ามาตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา จากนั้นมีนายหน้ามารับและเดินทางไปต่อยัง จ.ภูเก็ต เมื่อมาถึงภูเก็ตจะพามาส่งให้กับMr.Soe Win Aung Zoหรือ โกแป๊ะ โดยเมื่อรับตัวไว้แล้วก็พาไปทำบัตรประจำตัวบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติไทย(บัตรชมพูประเภทประมง) โดยโกแป๊ะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ค่าเดินทางจ่ายใก้กับนายหน้าและค่าทพบัตรทั้งหมด ประมาณ 20000-35000 บาทต่อคน จากนั้นพาไปกักขังในสถานที่กักขังดังกล่าวข้างต้นระหว่างรอบัตรชมพู โดยมีMr.Jin San Nyuntหรือนางมะโยง และโกแป๊ะเฝ้าด้านนอกตลอดเวลา และนำอาหารเข้าไปส่งภายในก้องกักขัง"ผบก.ปคม. กล่าว
พล.ต.ต.กรไชย กล่าวว่า เมื่อแรงงานได้รับบัตรชมพูแล้วก็จะถูกส่งไปทำงานในเรือประมง โดยมี นายโซโม ผู้ต้องหา ทำหน้าที่เป็นคนขับรถนำพาจากห้องกักขังไปส่งที่ท่าเรือเพื่อลงเรือประมง โกแป๊ะฯ จะเป็นผู้จัดการเรื่องการลงไปทำงานในเรือประมงทั้งหมด การทำงานในเรือประมงครั้งหนี่งประมาณ 7 วัน ระหว่างอยู่บนเรือจะถูกบังคับใช้แรงงาน บางรายถูกทำร้ายร่างกาย เมื่อเรือกลับเข้าฝั่งแล้วก็จะถูกส่งกลับไปกักขังที่สถานที่กักขังดังกล่าวเพื่อรอลงเรือรอบต่อไป สำหรับค่าจ้างแรงงาน โกแป๊ะฯ จะเป็นผู้รับแทนเพื่อหักเป็นค่าเดินทาง ค่าทำบัตร ค่าอาหาร และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งในชั้นสอบสวนMrs.Jiw San Nyuntหรือนางมะโยและนายโซโม หรือ วตุ ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ
พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวอีกว่า คดีนี้ นับเป็นการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและเมียนมาที่มีความมุ่งมั่นต่อการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานบังคับในภาคประมง นอกจากนี้แล้วยังเป็นการแสดงเจตน์จำนงค์ที่แท้จริงในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ซึ่งรัฐบาลไทยถือเป็นวาระแห่งชาติ ปัญหาการค้ามนุษย์ต้องได้รับความร่วมมือจากประเทศที่เกี่ยวข้องเนื่องจากเกี่ยวพันกับหลายเส้นทาง ขณะที่ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศทางผ่าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้ให้ความสำคัญการปัญหาการค้ามนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวโรฮินจา ในเฉพาะพื้นที่เฝ้าระวังใน ภ.จว.8,9และ ศชต. รวม22จังหวัด โดยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบบูรณาการร่วมกันในการแก้ไขปัญหาในทุกมิติ ช่วงปีที่ผ่านมา ตร.สามารถจับกุมและทลายเครือข่ายค้ามนุษย์รายสำคัญๆ ได้ มีการจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวนมาก มีการยึดทรัพย์ และ มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ยืนยันว่าคดีเกี่ยวกับค้ามนุษย์กว่า 95-96% สั่งฟ้องเกือบทั้งหมด







