"นพ.กฤษดา"ตอบโจทย์ อนาคต“ไทยพีบีเอส” กับ “ผอ.ส.ส.ท.” คนใหม่
นพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยให้สัมภาษณ์ในช่วง"ตอบโจทย์" ในรายการ ที่มี่ไทยพีบีเอส หลังจากได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการไทยพีบีเอสเมื่อวันที่ 20 ม.ค.2559
ถาม : ทันตแพทย์ กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ เคยเป็นผู้จัดการ ของ สสส.มา ไม่เคยมีประสบการในการบริหารสื่อที่ใดมาก่อน ทำไมถึงมาเป็นผู้บริหาร สสท.ได้ จะบริหารองค์นี้อย่างไร ในเรื่องข้อวิจารณ์
นพ.กฤษดา : ผมคิดว่าไม่มีผู้บริหารคนไหน เคยบริษัทสื่อสาธารณะสนประเทศไทยมาก่อน ต้องถามว่าเราจะเลือกคนแบบไหนมาบริหาร สื่อสาธารณะ สื่อสาธารณะเป็นสื่อที่แตกต่างจากสื่อการค้ามหาศาล วิธีคิดวิธีการทำงาน วิธีการวัดผลทำให้สำเร็จแตกต่างมหาศาล ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ผู้สมัครแต่ละคน มีจุดดีและจุดแข็งต่างกัน บางท่านบริหารโทรทัศน์มา
ในส่วนของผมทำด้านสื่อสาร เรียกว่า การตลาดเพื่อสังคม (Social Marketing) อย่างที่เห็นเราเปลี่ยนเรื่องวิธีคิดของคนไทยเรื่องการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ,เปลี่ยนวิธีการให้รของขวัญปีใหม่ ที่เรียกว่าให้เหล้าเท่ากับแช่ง เราทำเยอะมาก ทุกคนมีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง แต่ต้องถามว่า ใครตีโจทย์ของทีวีสาธารณะได้ดีกว่ากัน
และผมคิดว่า ทีวีสาธารณะต้องสร้างการเปลี่ยนแปลง ต้องสร้างคุณค่าให้กับสังคมได้ ไม่ใช่ทีวีที่เน้นสำหรับการมีเรตติ้งเพียงอย่างเดียว แต่มันต้องสามารถมีคุณค่าที่จับต้องได้ และประชาชนยอมรับ สื่อสาธารณะเป็นกลไกลสำคัญมากที่มีผลต่อความคิด และมีผลต่อสื่อด้วยกันเองด้วย สื่อสาธารณะมันไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องการค้าเป็นตัวหลัก แต่มุ่งเรื่องประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง
ผู้บริหารทุกคนที่เมามีความสามารถ แต่ใครจะเหมาะกับทีวีสาธาณะมากว่า ผมคิดว่าท่านกรรมการนโยบาย ได้มีอากาสได้ทดลอง ผู้บริหารมาหลายท่าน ตอนนี้ท่านก็อาจอยากทดลองวิธีคิดของการสื่อสารแบบใหม่
"จุดแข็งของผมคือ เรื่องการทำงานด้านสังคม มามากกว่า 14 ปีที่รู้ประเด็นเรื่องผู้ด้อยโอกาส , ผู้สูงอายุ , รู้ประเด็นเรื่องของกลุ่มคนเรื่องของความขัดแย้งทางความคิด อันนี้อาจจะเป็นจุดแข็งหนึ่งที่ถูกมอง"
ผมคิดแบบนี้ ไทยพีบีเอส มีเป้าหมายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง รูปแบบของรายการของไทยพีบีเอสจะต้องตอบโจทย์ของการเปลี่ยนแปลงให้ได้ จะต้องเป็นสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง สื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลงคืออะไร ต้องมาตีกันให้ชัด เราเป็ฯหน้าที่จะต้องติดอาวุธทางความคิดให้กับคนไทย ในสถานการณ์ประเทศไทยเจอปัญหาอุปสรรคมากมาย เราติดกับดักของรายได้ปานกลาง เหตุผลสำคัญคือคุณภาพของคน เราพูดถึงระบบการศึกษาที่มีปัญหา เราพูดถึงสภาวะทางสังคม คนรวยคนจนมีช่องว่างมาก เราจะจัดการปัญหาตรงนี้อย่างไร จะดูแลอย่างไร วัฒนธรรมที่หลังไหล่เข้ามาเราจะจัดการอย่างไร เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลงซึ่งต้องเปลี่ยนทั้งระดับคนและสังคม ทีวีสาธารณะต้องเข้าถึงมวลชนขนาดใหญ่ได้
ถาม : จำนวนผู้ชมหรือที่เรียกว่าเรตติ้ง อาจจะมีผลทางด้านสังคม แต่ไม่มีคนดูจะแก้ปัญหานี้อย่างไร
นพ.กฤษดา : ไทยพีบีเอสจะต้องปรับตัวภาพรวมของตัวการสื่อสารของไทยพีบีเอสใหม่หมด ก่อน ตัวช่องจะต้องมามองเรื่อง จัดน้ำหนักของเรื่องต่างๆให้มันเป็นอย่างไร และเรื่องของประเด็นสื่อสาร และประเด็นของกลุ่มเป้าหมายที่จะสื่อสารก่อน
ผมอยากเห็นไทยพีบีเอสวางแผนก่อน ไทยพีบีเอส มีเรื่องดีๆ เยอะมาก แต่มันจะอยู่เป็นส่วนๆมันยังกระจัดกระจายมันไม่สามารถที่จะโฟกัส บอกกับสังคมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงได้
"ไทยพีบีเอส ตัวเรทติ้ง ไม่ใช่ตัวอันดับหนื่งที่จะต้องเป็นอันดับที่หนึ่งของเรทติ้งทั้งหมด นั้นไม่ใช่เป้าหมายเป้าหมายของ ไทยพีบีเอส คือการทำให้สังคมไทยนี้ดีขึ้น เราคงไม่สามารถไปเทียบกับช่องทีวีที่มีมีเรทติ้งเพื่อความบันเทิง"
หน้าที่ของไทยพีบีเอส ต้องโฟกัสคือเราจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่ากับสังคมอย่างไรได้บ้าง มีประเด็นอะไรที่จะต้องจับ เนื้อหาต้องมีคุณค่ากับคนจริงๆ มันก็จะทำให้มีคนชม และตัวเรทติ้งมันก็จะตามมา เราไม่สามารถขึ้นไปเตะข้างบนได้ แต่เราสามารถเป็นทีวีช่องที่มีสาระที่ดีที่สุดได้
ถาม : การตลาดกับทีวีสาธารณะหน้าตาจะเป็นอย่างไร
นายกฤษดา : ถ้าดูตัวอย่างไทยพีบีเอส มีรายการหลายรายหการที่คลิปมีคนดูเป็นล้าน เยอะมาก แต่ตอนที่อยู่หน้าจอกคนไม่รุ้ ปัจจุบันพฤติกรรมการชมหรือดูทีวีไม่ได้เริ่มจากทีวีแล้ว มันเริ่มจากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเขา โทรศัพท์มือถือ , แท็บแลต , คอมพิวเตอร์ แล้วนำไปสู่ตรงนั้น ในส่วนของตรงนี้เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เราไม่จำเป็นต้องเริ่มจากทีวีอย่างเดียว แล้วเราสามารถออกแบบกระบวนการสื่อสารแบบใหม่ที่สามารถที่จะทำให้เป็นเนื้อเดียวกัน และทำให้คนเข้ามาดูได้
เพราะฉะนั้นตัวการตลาดสำคัญมาก ไม่ได้หมายความว่าเราจะไปทำการตลาดแบบเอกชน เช่น ถ้าไทยพีบีเอสมีรายการที่มันสุดยอด ไทยพีบีเอส สามารถทำให้มันเป็น ทอล์ค ออฟเดอะทาวน์ ก่อนได้ เลย ทำให้คนรู้สึกสนใจมัน ในโซเซียลมีเดีย แล้วเขาสามารถที่จะมาดูหน้าจอ ณ เวลานั้น ผมคิดว่านี่คือการตลาด ที่เรียกว่า โซเซียลมาเก็ตติ้ง คือไม่ได้หมายความว่าต้องไปใช้เงินเยอะแยะ สิ่งสำคัญคือใช้ประเด็นและวิธีการสื่อสาร
"ส่วนเรื่องการตรวจสอบการทำงานของ สสส. อยู่ขณะนี้ ต่างคนต่างความคิด ผมมีประสบการณ์จาก สสส.ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ ว่าน้ำหนักแค่ไหนถึงจะพอเหมาะ ในการสื่อสาร ต้องจัดการความสัมพันธ์ทางด้านการเมืองถึงอย่างไรจะเหมาะสม" ไทยพีบีเอส จะต้องยึดถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง และสุดท้ายประชาชนจะเป็นคนตัดสิน เราจะต้องเป็นกลางจริงๆ และไม่ใช่เราแตะการเมืองไม่ได้ เราจะต้องแตะอย่างมีเหตุมีมีผล





